Automatically translated.View original post

What should be infected?!✨

1/27 Edited to

... Read moreหลายคนค้นหา “รูปโรคเริมเกิดจากอะไร” เพราะอยากเทียบอาการให้แน่ใจ ก่อนอื่นขอแชร์แบบเข้าใจง่ายจากประสบการณ์การหาข้อมูล/ดูแลตัวเอง: โรคเริม (Herpes) เกิดจากเชื้อไวรัส HSV ซึ่งมีได้ทั้ง HSV-1 (มักเจอบริเวณปาก) และ HSV-2 (มักเจอบริเวณอวัยวะเพศ) แต่ปัจจุบันสลับตำแหน่งกันได้จากพฤติกรรมสัมผัสค่ะ อาการเริมที่คนมักเอา “รูป” มาเทียบจะเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม แสบ คัน หรือเจ็บ พอตุ่มแตกจะกลายเป็นแผลตื้นๆ แล้วค่อยๆ ตกสะเก็ด ช่วงก่อนขึ้นบางคนจะรู้สึกตึงๆ แสบๆ หรือเหมือนจะเป็นแผลมาก่อน 1–2 วัน จุดที่พบบ่อยคือริมฝีปาก มุมปาก ใต้จมูก หรือบริเวณอวัยวะเพศ/ขาหนีบ (แล้วแต่ชนิดและการสัมผัส) เริมติดต่อยังไง? หลักๆ คือ “สัมผัสผิว/น้ำเหลืองจากตุ่มหรือแผล” เช่น จูบ ออรัลเซ็กซ์ มีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ของร่วมกันบางอย่างที่เปื้อนสารคัดหลั่ง (เช่น ลิปสติก/แก้วน้ำในช่วงมีแผล) แม้บางช่วงไม่มีแผลก็อาจแพร่ได้ (asymptomatic shedding) เลยทำให้หลายคนงงว่าติดมาจากไหน ถ้าสงสัยว่าเป็นเริม ดูแลตัวเองแบบปลอดภัยที่ทำแล้วช่วยได้: 1) ห้ามแกะ/บีบตุ่ม และล้างมือบ่อยๆ เพราะเชื้ออาจลามไปที่ตาได้ 2) งดจูบ/งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะแห้งสนิท และใช้ถุงยางช่วยลดความเสี่ยง (แต่ไม่กันได้ 100%) 3) แยกของใช้ส่วนตัวช่วงมีแผล เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ลิปบาล์ม 4) พักผ่อนให้พอ (อย่างน้อยประมาณ 6 ชม.ขึ้นไป) และดื่มน้ำให้พอใกล้เคียงวันละราว 8 แก้วหรือปรับตามน้ำหนักตัว—ร่างกายฟื้นตัวไวขึ้น 5) กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลี่ยงรสจัด/แอลกอฮอล์ถ้ากระตุ้นให้แผลแสบมากขึ้น 6) ไม่แนะนำ “ซื้อยามาทานเอง” โดยไม่รู้ว่าเป็นเริมจริงไหม เพราะบางโรคหน้าตาคล้ายกัน (เช่น แผลร้อนใน เชื้อรา ซิฟิลิส) ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่: ถ้าเป็นครั้งแรกและไม่แน่ใจว่าใช่เริมหรือไม่, แผลเจ็บมาก/ลามเร็ว, มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดมากจนกินนอนไม่ได้, เป็นบริเวณตาหรือใกล้ตา, ตั้งครรภ์, หรือเป็นซ้ำบ่อยๆ แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัสและตรวจยืนยันให้ชัดเจนค่ะ สุดท้าย “รูป” ช่วยเทียบคร่าวๆ ได้ แต่การตรวจโดยแพทย์จะชัวร์ที่สุด เพราะจะได้รักษาถูกทางและลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนรอบตัวด้วย