Automatically translated.View original post

3 Stomach gas wind reduction technique!

3/13 Edited to

... Read moreถ้า “แก๊สในกระเพาะอาหาร” มาแบบแน่นท้อง จุกเสียด เรอบ่อย หรือรู้สึกเหมือนมีลมค้างอยู่ (บางคนอาจพาให้ใจสั่น/กังวลคล้ายแพนิค) ฉันเคยเป็นช่วงที่กรดไหลย้อนกำเริบด้วย เลยลองปรับจากพฤติกรรมรอบตัวก่อน เพราะหลายครั้งไม่ได้ต้องเริ่มจากยาเสมอไป 1) เดินย่อยหลังอาหาร (10–15 นาที) หลังมื้อหลักฉันจะไม่เอนตัวหรือนอนทันที แต่เลือก “เดินย่อย” ช้าๆ รอบบ้าน/คอนโด ช่วยให้ลมไม่ค้าง ลดโอกาสเรอเปรี้ยว และรู้สึกท้องไม่พองเท่าเดิม ถ้ามีกรดไหลย้อนด้วย แนะนำหลีกเลี่ยงการก้มๆ เงยๆ หรือออกแรงหนักทันทีหลังอาหาร 2) เลี่ยงอาหารย่อยยาก/กระตุ้นแก๊ส (เลือกให้เหมาะกับตัวเอง) อาหารที่ฉันสังเกตว่ากินแล้วแก๊สเยอะคือ ของทอดมันๆ ชานม/นมบางชนิด ถั่วบางประเภท น้ำอัดลม และมื้อที่จัดหนักเกินไป สำหรับคนที่มี “แผลในกระเพาะอาหาร ควรกินอะไร” ฉันจะเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป ไข่ต้ม เต้าหู้นิ่ม ปลา/ไก่นึ่ง กล้วยสุก หรือขนมปังไม่หวานมาก แล้วค่อยๆ จดว่าตัวเองแพ้อะไรเป็นพิเศษ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน 3) ปรับพฤติกรรมการกิน (ข้อที่เห็นผลสุดสำหรับฉัน) - กินช้า เคี้ยวให้ละเอียด ลดการกลืนลม - แบ่งมื้อเป็นมื้อเล็กๆ 4–5 มื้อ แทนการกินทีเดียวเยอะ - เลี่ยงดื่มน้ำอัดลม/ดูดหลอด/เคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะทำให้กลืนลมเพิ่ม - เว้นอย่างน้อย 2–3 ชม. ก่อนนอน และยกหัวเตียงเล็กน้อยถ้ามีกรดไหลย้อน แล้ว “กรดไหลย้อนกินอะไรหาย”? ส่วนตัวคำว่า “หาย” อาจต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ช่วยให้ดีขึ้นคือการกินแบบสม่ำเสมอ เน้นอาหารย่อยง่าย โปรตีนไม่มัน ผักที่ไม่ทำให้ท้องอืดมาก (เช่น ฟัก/แครอทต้ม) และหลีกเลี่ยงกาแฟ แอลกอฮอล์ เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ช็อกโกแลต และมื้อดึก เรื่องยา เช่น “ยาดีแอ๊ส” หรือยาลดกรด/เคลือบกระเพาะ ฉันมองว่าใช้ได้ในช่วงมีอาการ แต่ถ้าแน่นท้องเรื้อรัง ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ น้ำหนักลด หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเช็กกรดไหลย้อน/แผลในกระเพาะอย่างจริงจัง