2/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังจากเห็น Dior Forever Skin Glow “สูตรใหม่” โผล่มาแบบเงียบๆ จนคนไทยงง เราเลยลองจับมาเทียบกับ “สูตรเก่า” แบบจริงจัง เผื่อใครกำลังลังเลว่าจะต้องเปลี่ยนไหม หรือมีสูตรเดิมอยู่แล้วควรไปต่อดีหรือพอแค่นี้ สิ่งที่รู้สึกได้ชัดสุดคือ “เนื้อรองพื้น” สูตรใหม่ทำมาเบากว่าเดิม ทาแล้วเกลี่ยง่ายขึ้นและแนบผิวไวกว่า ความโกลว์มาแบบเนียนๆ คล้ายผิวสุขภาพดี ไม่ได้ฉ่ำมันโป๊ะ แต่ถ้าใครผิวมันมากๆ แนะนำให้เซ็ตแป้งเฉพาะจุด (T-zone) จะได้โกลว์พอดีทั้งวัน อีกจุดที่หลายคนถามคือเรื่อง “ส่วนผสมสกินแคร์/สารสกัดกุหลาบ (floral extract/rose)” สูตรใหม่เหมือนใส่ไอเดียสกินแคร์เพิ่มขึ้น ทำให้ฟีลลิ่งบนผิวดูสบายกว่า โดยเฉพาะวันที่ผิวเริ่มแห้งหรือลอกบางๆ รองพื้นไม่ค่อยตกร่องง่าย แต่ก็ยังต้องเตรียมผิวดีๆ อยู่ดี—ถ้าลงบนผิวแห้งมากโดยไม่บำรุง ยังไงก็เห็นผิวเป็นขุยได้เหมือนกัน เรื่อง “แพ็กเกจใหม่” ส่วนตัวชอบนะ ดูหรูขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น แต่สิ่งที่อยากให้โฟกัสจริงๆ คือผลลัพธ์บนหน้า: สูตรใหม่ให้ผิวดูเรียบและสว่างแบบธรรมชาติ ถ่ายรูป/ถ่ายวิดีโอแล้วผิวดูละมุน (ฟีลผิวกล้องหลัง) เหมาะกับคนที่ชอบงานผิวราชนิกูลแบบมีมิติ ทริคเลือก “เฉดสี Dior Forever Skin Glow” (สำคัญมาก) - ถ้าปกติใช้โทนเหลือง/neutral ให้เริ่มจากโซน 1N–2N ก่อน แล้วค่อยขยับความสว่าง - ถ้าผิวสองสีและกลัวลอย ให้ลองเฉดที่ใกล้คอที่สุด ไม่ต้องเลือกสว่างเกิน 1 ระดับ - เวลาสวอตช์ แนะนำแต้ม 2–3 เฉดที่กราม แล้วรอ 5–10 นาทีดูการดรอป/เซ็ตตัวก่อนตัดสินใจ สรุปแบบไม่อวย: ถ้าชอบงานผิวโกลว์สม่ำเสมอ เนื้อบางเบา และอยากได้รองพื้นที่ “ดูผิวดี” มากกว่าปกปิดหนา สูตรใหม่ของ Dior Forever Skin Glow น่าลองมาก แต่ถ้าอยากได้ความแมตต์คุมมันสุดๆ อาจต้องพึ่งแป้ง/ไพรเมอร์ช่วย หรือดูไลน์อื่นของ Dior Forever แทน

ค้นหา ·
dior forever skin glow

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ เจ้าหญิงของลุง👑
เจ้าหญิงของลุง👑

ระหว่างวันดรอปมั้ยคะ