วันนี้แวะมาหาพี่ติ๊กให้แล้วนะคะ ที่แกไม่ได้มารับข้าววันพระ เพราะแกไปฉายหนังที่ตจว.ค่ะ วันนี้เลยแวะมาข้อข้อมูลให้ค่ะ พี่ติ๊ก อายุ 51 ปี เกิดอุบัติอุบัติเหตุเมื่อ3-4 ปีก่อน ทำให้ต้องถูกตัดขา อาชีพก่อนเกิดอุบัติเหตุแกเป็นพนักงานฉายหนังค่ะ ตอนนี้ก็ยังได้ไปช่วยชายหนังอยู่เป็นบางครั้ง ช่วงไหนไม่มีงานแกจะมาขายขนมที่สี่แยก ม.ภาค ถ.มิตรภาพ จ.ขอนแก่น เป็นประจำทุกวันค่ะ พี่ติ๊กรับขนมมาขาย โดยทางร้านจะนำส่งให้ ถ้าขายได้แกจะได้กำไรถุงละ 8 บาทค่ะ พี่ติ๊กบอกว่าหากท่านใดอยากช่วยเหลือ อยากให้ช่วยอุดหนุนขนมมากกว่า จะฝากเรามาซื้อแล้วไปแจกคนที่มารอรับข้าวพร้อมพี่ติ๊กก็ได้ (คือเราทำอาหารแจกทุกวันพระให้กับคนไร้บ้าน และคนยากไร้ค่ะ และพี่ติ๊กจะมารับเป็นประจำ) แกอยากแบ่งปันให้คนเหล่านี้ได้กินขนมอร่อยๆด้วย #ตรงนี้ถ้าใครอยากฝากเราอุดหนุนพี่ติ๊กซื้อขนมเอาไปแจกคนยากไร้เรายินดีนะคะ และที่พี่ติ๊กอยากได้มากที่สุดตอนนี้คือ อยากได้สติกเกอร์เป็นโลโก้ของตัวแกเอง มีคำว่าข้าวแต๋นลุงติ๊ก แยก ม.ภาค ขอนแก่น แกอยากได้เอาไปติดในถุงขนมค่ะ ถ้ามีใครสนที่อยากจะเป็นสปอนเซอร์สติกเกอร์ให้พี่ติ๊กสามารถสอบถามได้นะคะ วันนี้แวะมาขอข้อมูลให้ ดูไปจนถึงรูปสุดท้ายนะคะสำหรับท่านที่อยากช่วยเหลือ ส่วนท่านที่อยากให้อุดหนุนอุดหนุนไปแจกให้ก็ยินดีนะคะ หรือจะให้ส่งไปให้ก็ได้ค่ะ แต่ว่ากลัวมันจะแตกก่อนเพราะขนมค่อนข้างกรอบค่ะ ขอบคุณที่เมตตาสงสารพี่ติ๊กนะคะ@Jasminetina99(ช่องใหม่) @มีนนี่เอางี้ #ข้าวแต๋นพี่ติ๊ก #ยิ่งทํายิ่งได้ยิ่งให้ยิ่งมั่งมี #ทําบุญอย่าเลือกวันทําทานอย่าเลือกคน #มีก็ให้ได้ก็แบ่งปัน
จากที่ได้พูดคุยกับพี่ติ๊กและสัมผัสกับชีวิตจริงของแก ทำให้ผมเห็นว่าพี่ติ๊กเป็นตัวอย่างของความเข้มแข็งและใจบุญที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมาก แม้ประสบเหตุจนต้องสูญเสียขา แต่พี่ติ๊กยังคงมุ่งมั่นทำงานช่วยเลี้ยงชีพด้วยการขายขนมข้าวแต๋นซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองที่คนในขอนแก่นชื่นชอบ การที่พี่ติ๊กไม่ยอมแพ้ ใช้ความสามารถและความใจดีช่วยเหลือคนไร้บ้านและคนยากไร้โดยร่วมแจกขนมกับผู้ที่ทำอาหารวันพระ เป็นตัวอย่างที่ดีของการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งผมเชื่อว่าสังคมเราจะดีขึ้นมากหากมีคนเช่นนี้มากขึ้น นอกจากนี้ ความต้องการของพี่ติ๊กเกี่ยวกับสติกเกอร์โลโก้ "ข้าวแต๋นลุงติ๊ก แยก ม.ภาค ขอนแก่น" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่ยังช่วยให้คนจดจำและสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าของแก ซึ่งหากมีผู้ที่สนใจเป็นสปอนเซอร์ ช่วยสนับสนุนพี่ติ๊กในด้านนี้ก็จะเป็นแรงผลักดันสำคัญ สำหรับใครที่สนใจช่วยเหลือพี่ติ๊ก ผมแนะนำให้ซื้อขนมข้าวแต๋นไปแจกสำหรับคนยากไร้ในชุมชน เช่นเดียวกับกิจกรรมแจกอาหารวันพระที่พี่ติ๊กและชุมชนจัดขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนน้ำใจและการแบ่งปันที่มีคุณค่าแก่สังคม สุดท้ายนี้ ผมอยากขอเชิญชวนทุกคนที่ได้อ่านเรื่องราวนี้ ลองหันมาสนใจและช่วยเหลือผู้คนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าจากผู้ที่สู้ชีวิต หรือการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการช่วยเหลือคนยากไร้ เพราะทุกการสนับสนุนเล็กๆ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้อย่างมากมายจริงๆ