วัฒนธรรม ‘รักษาคนเลว’ มาจากผู้บริหารที่ไม่ทำงาน
วัฒนธรรมองค์กร ‘รักษาคนเลว’ มาจากผู้บริหารที่ไม่ทำงานดีพอ
1) ประสบการณ์การทำงานประมาณ 20 ปีของผม สอนผมว่า ถ้าองค์กรไหนเต็มไปด้วยพนักงานที่เลวร้าย ผมสันนิษฐานได้เลยว่า "เขามีเจ้านายที่เลว"
2) คนที่มองว่าเจ้านายใจดี น่ารัก พูดจาดี = เป็นเจ้านายที่ดี คือ "ไม่จริง" เจ้านายที่ดีจริงๆ ต้องไม่เพิกเฉย ต่อปัญหา กล้าที่จะโหด และจัดการกับปัญหา ไม่ใช่นิ่งเฉย แล้วปล่อยให้คนร้ายๆพวกนั้นกัดกินพนักงานที่ตั้งใจทำงาน
3) การที่เจ้านายไม่ทำงาน หรือทำงานไม่ดีพอ ทั้งๆที่เงินเดือนสูงกว่าเขา แต่ไม่จัดการปัญหาเรื่องคน มันเป็นการบ่มเพาะวัฒนธรรมการทำงาน "รักษาคนเลว" หมายถึง จะอยู่ที่นี่ได้ ต้องอดทน ต้องชั่ว ต้องใจร้ายกับคนอื่น องค์กรที่บ่มเพาะความคิด และสอนคนทำงานให้เห็นแก่ตัว เป็นองค์กรที่ทำลายสุขภาพจิตคนดีๆ ให้ไม่น่าทำงาน
4) ถ้าลูกน้องเลว ผมระบุเลยว่า 'เจ้านายเลว' เพราะเจ้านายที่ดี จะกล้าใช้อำนาจของตัวเองในทางที่ถูกต้อง จัดการคนที่เป็นมลพิษขององค์กร ไม่ใช่รักษาไว้ การใช้อำนาจนั้น ไม่ได้หมายความว่าไล่ออก แต่หมายถึง การลงโทษ การปรับพฤติกรรม การพักงาน หรือนำไปสู่กา รให้ออกจากงาน มันมี step ของมัน ให้คนคนหนึ่งได้พิสูจน์ว่าจะพัฒนาตัวเองไหม?
5) เจ้านายที่มาจากการขึ้นตำแหน่งตามอายุงาน มักไม่มี people management skill สิ่งที่เขาทำคือแค่รักษาคนพวกนี้ไปวันๆ เจ้านายตามอายุงานแบบนี้ แค่ทำงานของตัวเองดี แต่ไม่ได้สนใจคุณภาพชีวิต และความสุขของลูกน้อง เก่งแค่ในงาน แต่ไม่เก่งคน (บางคนก็ไม่เก่งอะไรเลย แค่อยู่มานาน เลยได้เลื่อนขึ้น)
6) ถ้าทิ้งไปนานๆ แล้วไม่เจอผู้บริหารที่ดี องค์กรนี้เตรียมตัวเจ๊ง บริหารยังไงก็ไม่สามารถก้าวหน้าเดินหน้า คนจะทะเลาะเบาะแว้ง ขัดขากันเอง ดันยอดขายก็ไม่ขึ้น ความสามัคคีไม่เกิด ไม่อยากช่วยกันทำงาน เพราะบรรยากาศไม่น่าทำงาน และผู้คนไม่ได้เอาเวลามาทำงาน มัวแต่วุ่นวายกับปัญหาเรื่องคน
7) เจ้านายที่รักษาเนื้อร้ายไว้ เขานั่นแหละคือเนื้อร้า ย องค์กรต้องกล้าเอาคนนี้ออกก่อนใคร แล้วหาเจ้านายที่เด็กขาด กล้าโหดกับปัญหา และจัดการคนให้ถูกวิธี คนที่ดีๆจะได้เดินหน้างานต่อได้
องค์กรคุณมีเจ้านายที่เลวไหม? นั่นแหละมะเร็งขององค์กร ที่รักษาเซลล์มะเร็งตัวอื่นๆไว้ ไม่ให้ไปไหน จนองค์กรไม่น่าทำงาน
#ตุ๊ดส์review #ผู้บริหาร #หัวหน้าที่ดี #มนุษย์เงินเดือน #มนุษย์ออฟฟิศ
เวลาเราพูดเรื่อง “เพศสภาพในที่ทำงาน” หลายคนจะนึกถึงคำถามแรงๆ เรื่องการเปิดเผยตัวตน หรือการถูกล้อเลียน แต่จากที่เจอมาเอง สิ่งที่ทำร้ายหนักกว่าคือ “วัฒนธรรมองค์กรที่รักษาคนเลว” เพราะมันทำให้การเหยียด การแซะ และการละเมิดขอบเขตกลายเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วคนที่โดนบ่อยๆ มักเป็นคนที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น LGBTQ+ คนข้ามเพศ คนไม่ระบุเพศ หรือแม้แต่คนที่เพศสภาพไม่ได้ตรงกับภาพจำของทีม สิ่งที่ฉันสังเกตคือ ถ้าผู้บริหารไม่ทำงานด้าน people management ให้จริงจัง ต่อให้บริษัทมีโปสเตอร์ “Diversity & Inclusion” แปะเต็มผนัง ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะปัญหาหลักไม่ใช่คำสวยๆ แต่คือ “พฤติกรรม” ที่ถูกปล่อยผ่าน เช่น เพื่อนร่วมงานเรียกสรรพนามผิดซ้ำๆ ทั้งที่บอกแล้ว, เอาเรื่องเพศสภาพไปเม้าท์, โยนงาน/กันออกจากโปรเจกต์, หรือทำให้บรรยากาศในทีมไม่น่าทำงานจนต้องนั่งกุมขมับเครียดทุกวัน ถ้าอยากเช็กว่าองค์กรเราเข้าข่าย “รักษาคนเลว” ไหม ลองดูสัญญาณเหล่านี้ 1) มีคนบางกลุ่มพูดจาเหยียด/ล้อเพศสภาพแล้ว “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” 2) เวลาร้องเรียน มักจบด้วยคำว่า “เขาเป็นคนแบบนี้แหละ” หรือ “อย่าเรื่องมาก” 3) คนที่กล้าพูด กลับเป็นฝ่ายถูกมองว่า toxic หรือไม่เข้าพวก 4) หัวหน้าชอบเป็นคนใจดีต่อหน้า แต่ไม่ยอมจัดการจริงหลังบ้าน วิธีรับมือแบบที่ฉันคิดว่าเวิร์ก (และไม่ต้องฝืนเป็นคนอดทนเกินมนุษย์) คือ - ตั้งขอบเขตให้ชัด: บอกให้ตรงว่าอยากให้เรียกชื่อ/สรรพนามอะไร และอะไรคือเรื่องที่ไม่โอเค - เก็บหลักฐานแบบไม่ดราม่า: แคปแชต อีเมล วันเวลาเหตุการณ์ เพื่อใช้คุยกับ HR/หัวหน้าอย่างเป็นระบบ - ขอ “กระบวนการ” ไม่ใช่ขอความสงสาร: เวลาคุยให้ยึด policy เช่น anti-harassment, code of conduct, หรือขั้นตอนการเตือน/ปรับพฤติกรรม - หาพันธมิตรในทีม: มีคนกลางหรือเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ จะช่วยให้เราไม่โดดเดี่ยวและพูดได้หนักแน่นขึ้น - ประเมินความปลอดภัยของตัวเอง: ถ้าร้องเรียนแล้วองค์กรยังปกป้องคนทำร้ายซ้ำๆ อาจถึงเวลาวางแผนย้ายทีม/ย้ายงาน เพราะสุขภาพจิตสำคัญกว่า ท้ายที่สุด เพศสภาพไม่ควรเป็น “ภาระ” ที่ต้องพิสูจน์ความเหมาะสมในการทำงาน แต่ถ้าองค์กรปล่อยให้คนเลวอยู่ได้ คนดีๆ โดยเฉพาะคนที่แตกต่างจะเหนื่อยที่สุด และนี่แหละคือเหตุผลที่การจัดการของผู้บริหารสำคัญมากกว่าคำพูดสวยหรูเสมอ
