บริจาคข้ามคืนทะลุ 1 ล้าน‘น้องบูม’ วัย 17 สู้ชีวิต

บริจาคข้ามคืนทะลุ 1 ล้าน

‘น้องบูม’ วัย 17 สู้ชีวิต

อยู่ห้องเช่าลำพัง ทำงานเลี้ยงตัวเอง

1) ทุกคนคงได้เห็นข่าวนี้ น้องบูม ไม่ได้มีครอบครัวดูแล ต้องเอาชีวิตรอด และหาเลี้ยงด้วยกำลังของตัวเอง เด็กชายวัย 17 ปี ที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในห้องเช่าเล็ก ๆ หาเงินเลี้ยงตัวเองควบคู่กับการเรียน น้องบูมเป็นนักเรียนชั้น ม.5 หลังครอบครัวแยกทาง ต้องออกมาอยู่คนเดียวตั้งแต่อายุยังน้อย ใช้ชีวิตแบบประหยัดสุด ๆ ห้องเช่ามีเพียงของใช้จำเป็น ทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนเพื่อจ่ายค่าเช่าและค่าใช้จ่ายประจำวัน

2) เมื่อเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป สังคมออนไลน์ต่างหลั่งไหลให้กำลังใจและร่วมบริจาคอย่างล้นหลาม จนยอดเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จากข่าวระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าดูแลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเรียนและคุณภาพชีวิตของน้องบูมต่อไป (ซึ่งก็ไม่รู้ว่า หลังจากเป็นข่าวจบไปแล้ว ข่าวเงียบไปแล้ว หน่วยงานดังกล่าว ยังทำงานต่อไปจริงหรือไม่?)

3) สิ่งที่ผมอยากให้สังคมตั้งคำถามคือ

1 - case เด็กมีปัญหาครอบครัวแบบนี้ ไม่ได้มีแค่น้องบูม "กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์" ต้องตอบสังคมว่าคุณมีวิธีการทำงานอย่างไร เพื่อเข้าถึงความช่วยเหลือเด็ก โดยที่ไม่ต้องรอให้ดัง เป็นข่าวแล้วจึงทำงาน? ถ้าไม่เป็นข่าวดัง แล้วเด็กๆอีกจำนวนมากเหล่านั้น จะได้รับความช่วยเหลือแบบน้องบูมหรือไม่?

2 - น้ำท่วม สงคราม ตึกถล่ม ภัยพิบัติใดก็ตาม จริงๆคนไทยผ่านมาได้เพราะเราช่วยเหลือกันเองมาตลอดเลยนะ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลทำงาน อยากให้คุณเอาความซาบซึ้ง romanticized ในความมีน้ำใจของคนไทย แบ่งมาตั้งคำถามว่า แล้วเราจะต้องบริจาคกันถึงเมื่อไหร่ ทำไมเงินภาษีของเรา จึงไม่ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

3 - ยอดบริจาคทะลุ 1 ล้านบาทในช่วงข้ามคืน อาจจะกลายเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวของรัฐ ไปสู่ช่องทางของคนที่แสวงหาผลประโยชน์ ใช้ความสงสารของคนไทยมาเป็นเครื่องมือหากิน เพราะมันหาเงินได้เร็วมาก ดังนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงของอนาคตคนไทย ที่จะเจอ case บริจาคอีกจำนวนมาก มีทั้งคนที่ลำบากจริงๆ และคนที่เราไม่รู้เลยว่าจะมาหาประโยชน์จากกระแสสังคมหรือไม่?

4) สังคมไทยต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ คนที่พร้อมมีลูกจริงๆน้อยลง และคนมีลูก ไม่ใช่คนที่พร้อมเป็นพ่อแม่คน และพร้อมดูแล ดังนั้น case แบบน้องบูมจะมีอีกเยอะมากๆ ทุกหน่วยงาน ตั้งแต่โรงเรียน ชุมชน และรัฐ ต้องช่วยกันดูแลเด็กในสังคมของเราให้ดี เพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ (ส่วนพ่อแม่ที่ไม่พร้อมจริงๆ คุณต้องหาทางออกที่ดีกว่าปล่อยให้เด็กใช้ชีวิตเองลำพัง)

5) ท้ายที่สุดนี้ อยากให้คนไทยมองให้ออกว่า คุณเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม ด้วยการบริจาค แต่มันไม่ได้สอนให้รัฐเรียนรู้ที่จะทำงานให้ดี case ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เวลาผ่านไป รัฐไม่ได้ทำงานให้ดีขึ้น จบที่ประชาชนแบกความรับผิดชอบชีวิต ทุกบทเรียนผ่านไป แล้วก็วน loop ซ้ำ กลับมาใหม่แบบเดิม แล้วเมื่อไหร่คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีอย่างยั่งยืน? น่าจะหมดเวลาของความซาบซึ้ง แล้วหันมาทวงถามความรับผิดชอบของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย จนกว่าจะทำงานด้วยภาษีประชาชนจริงๆ

การกุศล (ตลอดไป) คือภาพสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการของรัฐ

#ตุ๊ดส์review #บริจาค #บริจาคเงิน #คนไทยไม่ทิ้งกัน #น้องบูม

1/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากเรื่องราวความยากลำบากของน้องบูมที่เผยแพร่ออกไปแล้ว ยังมีเรื่องราวที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างการเข้าค่ายของน้องบูมในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาและส่งเสริมทักษะชีวิตให้กับเด็กๆ ที่ไม่พร้อมทางครอบครัวและต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตประจำวัน การเข้าค่ายไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีให้เด็กๆ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฝึกฝนความรับผิดชอบ และได้รับการดูแลจากครูและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กที่อาศัยอยู่ลำพังเหมือนน้องบูม การสนับสนุนให้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เป็นการลงทุนในอนาคตของเด็กเหล่านี้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การติดตามดูแลเด็กหลังจากกิจกรรมเข้าค่ายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและไม่ถูกทิ้งไว้ตามลำพัง อีกทั้งควรมีมาตรการตรวจสอบว่าการช่วยเหลือทั้งในการบริจาคและกิจกรรมเสริมเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ในฐานะคนไทยที่เห็นภาพน้องบูมนั่งอยู่บนพื้นห้องเช่าเล็กๆ ในชุดนักเรียน เราควรร่วมกันตั้งคำถามและผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐทำงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่เมื่อเรื่องราวดังเป็นข่าวเท่านั้น เพราะเด็กและเยาวชนเช่นน้องบูมยังมีอีกมากที่รอความช่วยเหลืออยู่