iPod nano 6
The small music player that Apple launched in 2010 has a small Multi-Touch screen (1.54 inches), no Click Wheel buttons, and a switch to touch instead, with a back clip that makes it available as a wristwatch (with an optional watch strap required).
ถ้าใครกำลังหา “iPod nano 2010 / iPod nano 6th gen” มาเล่นหรือเก็บสะสม รุ่นนี้เป็นตัวที่หยิบมาใช้งานสนุกมาก เพราะหน้าตาและวิธีใช้ต่างจาก iPod รุ่นเก่าๆ ชัดเจน: ไม่มี Click Wheel แล้ว เปลี่ยนมาเป็นจอ Multi‑Touch 1.54 นิ้ว ปัดซ้ายขวาเหมือน iPhone ย่อส่วน ทำให้การเลือกเพลง/อัลบั้ม/รูปภาพ/นาฬิกาใช้ง่ายกว่าที่คิด สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้ “เป็นตำนาน” คือคลิปหนีบด้านหลัง หนีบกับเสื้อ กระเป๋า หรือสายรัดก็ได้ หลายคนเลยเอาไปใส่สายนาฬิกาเสริมจนดูเหมือน “The Original Apple Watch” จริงๆ (บนหน้าจอก็มีหน้าปัดนาฬิกาให้เลือก) แต่จากที่ลองใช้ ข้อสังเกตคือมันเป็นเครื่องเล่นเพลงเป็นหลัก การดูเวลาโอเคมาก แต่ถ้าจะใส่แทนนาฬิกาทุกวันต้องยอมรับว่าแบตและความสะดวกในการชาร์จยังไม่เท่าชีวิตยุคสมาร์ตวอทช์ ด้านการฟังเพลง รุ่นนี้เหมาะกับคนชอบพกเบาๆ ใส่หูฟังสีขาวแล้วเดินเล่น/วิ่งเบาๆ ได้เลย เมนูเพลงแบ่งเป็นรายการเพลง ศิลปิน อัลบั้ม ทำงานตรงไปตรงมา (ในเครื่องจะเห็นรายการเพลงกับอัลบั้มต่างๆ ได้ชัด) ข้อดีคือโฟกัสที่ “ฟังเพลงล้วนๆ” ไม่โดนแจ้งเตือนรบกวนเหมือนมือถือ ทิปสำหรับคนคิดจะซื้อ iPod nano 6th gen มือสอง: 1) เช็กสภาพแบต: ลองเปิดทิ้งไว้/ฟังเพลงต่อเนื่อง ดูว่าร่วงไวผิดปกติไหม 2) เช็กจอสัมผัส: ลองปัดทุกทิศ แตะไอคอน เพลง รูปภาพ และหน้าปัดนาฬิกา ว่าตอบสนองครบ 3) เช็กปุ่มหลักและปุ่มเปิด-ปิด/ปรับเสียง: ถึงไม่มี Click Wheel แต่ปุ่มกดสำคัญมาก 4) เช็กพอร์ตชาร์จและสายชาร์จ: สาย/หัวต่อหลวมทำให้ชาร์จติดๆ ดับๆ ได้ 5) ความจุและการซิงก์เพลง: ถ้าจะใช้จริง แนะนำเตรียมวิธีจัดการเพลงให้พร้อม (เพราะพฤติกรรมการฟังเพลงยุคนี้ต่างจากสมัย iPod) สรุปคือ iPod nano 2010 เป็นชิ้นสะสมที่ “ยังใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะคนที่อยากได้เครื่องฟังเพลงเล็กๆ มีหน้าจอสัมผัส และฟีลใส่เป็นนาฬิกาได้แบบเท่ๆ ถ้าเจอตัวสภาพดีพร้อมสายชาร์จ ถือว่าคุ้มสำหรับสายวินเทจและแฟน Apple เลย

