จุดจบของการวางหมากผิดพลาดของตระกูลฮุน

กูรูหลายสาขาฟันธงตรงกัน

ความขัดแย้งระหว่าง“ไทย-กัมพูชา” ทำเศรษฐกิจ“เขมร”ตกต่ำถึงขีดสุด คาด ทุนสำรองระหว่างประเทศจะหมดลงในเดือน ต.ค.นี้

“รศ.ดร.อัทธ์” ชี้ จะส่งผลให้เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ เงินเฟ้อพุ่งสูง-ต้องเข้าแผนฟื้นฟูของ IMF แบบเดียวกับอาร์เจนติน่าและศรีรังกา อีกทั้งการสร้าง”เฟคนิวส์”รายวันทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ไม่กล้าเข้าไปลงทุน

“อ.ทรงฤทธิ์” ระบุ กัมพูชาระส่ำหนักหลังไทยปิดด่าน นักท่องเที่ยวหาย แรงงานรายได้หด ขณะที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 15% ด้าน “พล.อ.รังษี” เผย กัมพูชาขาดดุลบัญชีเดือนสะพัดติดต่อกัน 8 ไตรมาสแล้ว เชื่อ หากเข้า IMF เขมรจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ

.

.

.

บทความนี้เป็นบทความของกูรูด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินรวบรวมการวิเคราะห์ออกมาครับแนะนำให้อ่านตัวเต็มในลิงค์ท้ายโพสต์นะครับ

เราขออนุญาตพาดหัวและสรุปบทวิเคราะห์เพิ่มเติม

.

.

.

ตอนนี้เศรษฐกิจของกัมพูชาย่ำแย่มาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆดังนี้

1.ไทยไม่ส่งสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชา ทำให้ชาวกัมพูชาต้องซื้อสินค้าประเทศอื่นในราคาที่แพงขึ้น

∆ เปรียบเทียบง่ายๆให้เห็นภาพก็คือคุณยังคงซื้อผงซักฟอก แชมพู สบู่ ยาสระผม รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้เหมือนเดิมครับเพียงแต่คุณจ่ายเพิ่มขึ้นซึ่งค่าเฉลี่ยคร่าวๆสินค้าอุปโภคบริโภคตอนนี้มีการปรับขึ้น 5 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ครับ

เพราะสินค้าไทยที่หายไปถูกทดแทนอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ขาดแคลนโดยการนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาที่สูงกว่า

2.นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศถอนตัวจากกัมพูชา เช่น จีนไม่ลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจ

ภายในประเทศจีนชะลอตัว ขณะที่นักลงทุนชาวไทยซึ่งเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับต้นๆก็ไม่เข้าไป ส่วนมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่เคยลงทุนในกัมพูชาก็ไม่กล้าเข้าไปเพราะกัมพูชามีสถานการณ์สู้รบ

∆ ตอนนี้ก็อยู่ในหัวข้อความกังวลของนักลงทุนครับเพราะว่าการลงทุนมักจะมองที่พื้นฐานนั่นก็คือความสงบเรียบร้อยรวมไปถึงการดำเนินธุรกิจอย่างปลอดภัย ซึ่งนักลงทุนหลายรายก็รอดูสถานการณ์ครับ ว่าจะจบอย่างไรจึงจะพิจารณาอีกที

3.เนื่องจากมีการปิดด่านและมีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคน

ต้องเดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชา แต่เมื่อเดินทางกลับไปแล้วกลับไม่มีงานทำ ส่งผลให้ชาวกัมพูชาขาดรายได้

∆ เรียบเรียงจากที่เคยนำเสนอไปนะครับทางรัฐบาลกัมพูชามีแผนดึงแรงงานกลับซึ่งเราก็ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาแต่จากการปล่อยข่าวลือร่วมกับขอความร่วมมือส่งผลให้แรงงานกว่า 1 ล้านคนเดินทางกลับประเทศภายในรอบ 10 วันแม้ทางกระทรวงแรงงานจะประกาศก่อนหน้านี้ว่ามีความพร้อมในการรับแรงงานเข้าทำงานมากถึง 5 แสนตำแหน่ง แต่ตัวเลขที่แท้จริงของผู้เดินทางกลับมาเพราะความหวาดกลัวมีจำนวนมากถึง 1 ล้านเศษถ้าเราเชื่อตัวเลขที่ทางรัฐบาลนำเสนอเท่ากับอย่างน้อยต้องมี 5 แสนคนที่ไม่มีงานทำ แล้วคนเหล่านั้นจะทำอะไรเพื่อหาเงินหารายได้มาเลี้ยงดูตัวเองและใช้ชีวิต

4.ในช่วงที่ไทยกับกัมพูชามีปัญหาระหว่างประเทศ ทางรัฐบาลกัมพูชามุ่งแต่จะต่อสู้ทางการทหารและปั้นข่าวปลอมเพื่อตอบโต้ไทย จนไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง

∆ สำหรับเรื่องนี้ก็ไม่เกินความจริงครับ เพราะว่าเราจะเห็นว่าข่าวจากกัมพูชาโดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับการปฏิเสธ การกล่าวหา การตอบโต้จะมีออกมาทุกวันเป็นจำนวนมากทุกสื่อ

ซึ่งนโยบายต่างๆก็ยังมีการเดินหน้าครับ แต่ก็เหมือนถูกลดความสำคัญลงในหลายๆด้าน

5. การที่กัมพูชาหันไปซบสหรัฐฯทำให้จีนซึ่งให้การช่วยเหลือกัมพูชาอยู่ไม่พอใจและหยุดการช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมปัญหาในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤต

∆ ในข้อนี้มีความซับซ้อนและข้อมูลบางอย่างเราก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงครับ

มีคนบอกว่าทางกัมพูชาสนิทสนมกับทางจีนเนื่องจากมีเรื่องของการลงทุนการกู้ยืมรวมไปถึงโครงการขนาดใหญ่เช่นฟูนันเตโช ทางหลวงพิเศษสีจิ้นผิง ซึ่งบางส่วนก็ใช้ทุนกู้ยืมจากทางจีนรวมไปถึงมีบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจจากจีนเข้ามาร่วมถือหุ้น

ซึ่งก่อนการปะทะทางไทยก็ยังมองว่ากัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทางจีน

แต่หลังจากเลือกใช้วิธีขอสหรัฐช่วยเหลือและเกิดการเจรจาอย่างที่เราได้ทราบกันไปแล้วทางกัมพูชากลับสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา โดยมีคำสั่งให้บริษัทป้ายโฆษณาที่อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลขึ้น billboard 7 วัน เป็นข้อความขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้กัมพูชาได้พบกับสันติภาพ่และมีข้อความรณรงค์ #เสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลทรัมป์ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

รวมไปถึงการที่สื่อหยิบยกเรื่องของโดนัลทรัมป์เข้ามาปกป้องชาวกัมพูชาส่งผลให้ชาวกัมพูชามีความรู้สึกที่ดีกับสหรัฐอเมริกา

ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่ทางจีนพอใจครับ

6. นโยบายไม่ใช้สินค้าไทยใช้สินค้าในกัมพูชาที่ผลิตได้เอง

∆ สำหรับโครงการนี้ก็เป็นโจทย์ที่ทางรัฐบาลคิดมาดีแล้วครับแต่คิดหลังจากที่เกิดการปะทะเพราะถ้าสามารถเลือกได้ควรจะทำอย่างช้าๆทีละส่วนเพราะจู่ๆการประกาศแบรนด์สินค้าจากประเทศไทยซึ่งในภาวะปกติมีการนำเข้าสินค้าหลากหลายชนิดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์คร่าวๆ 35-40%

จู่ๆรัฐบาลเสกสินค้าเหล่านี้ให้หายไปในพริบตาแล้วทดแทนด้วยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

สิ่งที่ประชาชนต้องพบเจอก็คือสินค้าที่เคยซื้ออย่างเช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคา 14 บาทจากไทยหายไปกลายเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติใหม่จากมาเลเซียราคา 28 บาท จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคได้รับสินค้าแบบเดิมในปริมาณใกล้เคียงกันแต่ต้องจ่ายแพงขึ้น ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเพียงรายการเดียวลองนึกถึงชีวิตประจำวันของเราสิครับว่าเราต้องใช้อะไรซื้ออะไรบ้างและของเหล่านั้นจู่ๆก็มีราคาที่สูงขึ้นแต่คุณยังได้สินค้าในปริมาณเท่าเดิม

ซึ่งทางรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกมากนักแต่เลือกที่จะดำเนินการนโยบายนี้อย่างเข้มข้นโดยมีการปล่อยข่าวลือรวมไปถึงถูกชี้นำว่าสินค้าไทยไม่ดีสินค้าไทยมีคุณภาพต่ำ

และทางภาคประชาชนต้องรับผลกระทบนี้ในขณะที่เศรษฐกิจก็ไม่ดีรายได้ไม่เพิ่มขึ้นแต่ต้องจ่ายมากขึ้นตรงนี้เป็นเหมือนระเบิดเวลาเล็กๆครับ

7. ค่าเงินเรียล เงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน

สำหรับเรื่องค่าเงินนี้ต้องเล่าก่อนครับว่าในช่วงที่มีข่าวเตรียมปะทะกันที่ชายแดนในตอนนั้นก็มีข่าวออกมาครับว่ามีร้านรับแลกเงินรวมไปถึงพ่อค้าตามชายแดนรถค่าเงินของสกุลเรียวของกัมพูชาลงซึ่งตอนนั้นทางเราก็ยังไม่ทราบครับว่ามีความหมายอย่างไรจากที่อ่านข้อมูลมาเขาบอกว่าคนกัมพูชามักจะเลือกเก็บเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้เป็นหลักประกันในการแลกเปลี่ยนเนื่องจากค่าเงินมีความเสถียรกว่าและสามารถแลกเปลี่ยนง่ายกว่าและได้ราคาที่ดีกว่า

ปรากฏว่าช่วงที่ผ่านมาประมาณ 30 วันมีข้อมูลออกมาครับ ว่าทางผู้อพยพรวมไปถึงพ่อค้าตามแนวชายแดนนำเงินดอลลาร์ที่มีอยู่ ออกมาใช้เป็นหลัก

ตรงนี้ถ้าให้อธิบายก็ประมาณว่าในประเทศมีความสับสนวุ่นวายมีผู้อพยพจำนวนมากย้ายเข้ามา มีการเคลื่อนกำลังทหาร และอยู่ในช่วงปิดชายแดนและขยายผลมาจนถึงการยกเลิกการค้า ในช่วงเวลานั้นข้าวของจะขาดแคลนรวมไปถึงเกิดการกักตุนครับ ซึ่งราคาสินค้าต่างๆมีราคาที่สูงขึ้นตามพื้นที่ต่างๆกระจายกันไป

เพื่อที่จะซื้อหาสินค้าโดยจ่ายเงินน้อยที่สุดและได้สินค้ามากที่สุดทางเลือกคือเงินดอลลาร์ครับ

(วันนี้ค่าเงินเหลือ 114 เรียลต่อ 1 บาท และมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อยๆ)

เพราะอัตราแลกเปลี่ยนรับชำระดีกว่าผลที่ตามมาก็คือระยะเวลาประมาณ 1 เดือนมีการใช้เงินดอลลาร์ที่มีอยู่ในมือประชาชนออกไปจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น

ซึ่งตอนนี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในกัมพูชาอย่างแน่นอนครับ โดยดัชนีชี้วัดก็คืออัตราการเติบโตหรือ GDP ซึ่งเขาตั้งเป้าไว้อยู่ที่ 5-6 เปอร์เซ็นต์

แต่จากผลรวมล่าสุด 2 ไตรมาสรวมไปถึงการคำนวณจนถึงสิ้นปีโตเต็มที่ไม่เกิน 3% เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้น และในจังหวัดเดียวกันข้าวของขึ้นราคาเพราะไม่นำเข้าจากไทยแต่เลือกที่จะนำเข้าจากประเทศอื่นๆซึ่งมีราคาสูงกว่า

ยกตัวอย่างน้ำตาลจะเห็นภาพชัดที่สุดครับราคาจำหน่ายน้ำตาล 1 กิโลกรัมของไทยอยู่ที่ราวๆ 24-27 บาทแต่แหล่งใหม่ที่นำเข้ามาจากมาเลเซียเริ่มต้นที่กิโลละ 43 บาทราคาแตกต่างกันค่อนข้างเยอะครับ ซึ่งการนำเข้าทำให้สินค้าไม่ขาดตลาดไม่ขาดแคลนแต่ราคาที่เพิ่มขึ้นคือภาระของประชาชนครับ

โดยรวมก็มีปัจจัยหลักดังนี้ครับที่นำมาพิจารณาโดยกูรูสายเศรษฐกิจและการเงินฟันธงครับว่าจะต้องเกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศอย่างแน่นอนซึ่งดูจากปัจจัยหลักแล้วก็มีแนวโน้มความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงครับ

มาจนถึงจุดนี้เราก็ต้องมองหาจุดดีจุดแข็งที่จะนำมาช่วยเหลือสถานการณ์ให้ดีขึ้นซึ่งตอนนี้ยังมองไม่เห็นครับ

ด้านการส่งออกกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นเปิดตลาดใหม่กับทางออสเตรเลียในการส่งออกผลไม้แห้ง ปรึกษาการลงทุน AI กับมาเลเซียและอินโด แต่ถ้านำมาดูดุลการนำเข้าและส่งออกกลายเป็นกัมพูชาต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแบบก้าวกระโดด รวมไปถึงแรงงานที่เดินทางกลับมาและยังไม่สามารถทำงานได้อีกครึ่งล้าน ในด้านปัจจัยประกอบก็ไม่สวยเลยครับเพราะว่าปีนี้เกลือเก็บผลผลิตได้น้อยกว่าเป้าจำนวนน้ำตาลในสต๊อกกลางก็น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 7% สวนนมสดไม่ต้องพูดถึงครับอย่างน้อยอีก 6 ปีจึงจะสามารถผลิตในประเทศเองให้เพียงพอกับความต้องการของคนทั้งประเทศได้ นั่นแปลว่าต้องนำเข้านมจากต่างประเทศไปอีก 5 ปี เรายกตัวอย่างแค่ 3-4 อย่างในชีวิตจริงเราต้องใช้ของเป็นร้อยรายการครับ หากมีการปรับขึ้นเท่ากันที่ 5% ตรงนี้ก็สร้างความเดือดร้อนกับสถานการณ์การเงินเราแล้วครับ

* ในตอนนี้ทางกัมพูชาขาดดุลต่อเนื่องมาแล้ว 8 ไตรมาสครับ

เรื่องนี้ยังไม่มีบทสรุปครับเป็นจุดเริ่มต้นเราจะนำความคืบหน้ามารายงานในโอกาสต่อไปครับ

https://mgronline.com/specialscoop/detail/9680000079944

#CambodiaOpenedFire #มาลี #ฮุนเซ็น #กัมพูชายิงก่อน

2025/8/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเศรษฐกิจของกัมพูชาเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักจากผลสะเทือนโดยตรงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน ทั้งการค้าขาย การลงทุน และแรงงานข้ามชาติ หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำคือการปิดด่านพรมแดน และการไม่ส่งสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกัมพูชา ทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นในราคาที่สูงกว่าเดิมอย่างมาก ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น 5-30% โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำตาล และสินค้าบริโภคทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีแรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศเองเนื่องจากความไม่มั่นคงในพื้นที่และนโยบายรัฐ แต่ส่วนใหญ่กลับไม่มีงานรองรับ ส่งผลให้เกิดปัญหารายได้ลดลงและความยากจนในระดับชุมชน ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยและต่างชาติ หลายรายเลื่อนการลงทุนหรือถอนตัวออกไปเพราะความไม่มั่นคงและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในภูมิภาค เรื่องการเงินระดับประเทศก็ซับซ้อน เมื่อกัมพูชาหันไปพึ่งพาสหรัฐฯ มากขึ้น ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนที่เคยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญสั่นคลอน จีนเริ่มลดความช่วยเหลือลงในช่วงเวลาที่กัมพูชาต้องการทุนอย่างมาก ค่าเงินเรียลกัมพูชาก็อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือประมาณ 114 เรียลต่อ 1 บาท โดยประชาชนหันไปใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มมากขึ้นเพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สิน ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อสูงในประเทศ คาดว่า GDP ปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมาย 3% จากเดิมตั้งเป้าไว้อยู่ที่ 5-6% ในขณะที่กัมพูชาพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการเปิดตลาดส่งออกใหม่ เช่น ผลไม้แห้งไปออสเตรเลีย และแสวงหาความร่วมมือในด้าน AI กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และปัญหาแรงงานที่ไม่มีงานทำจำนวนมาก การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกัน 8 ไตรมาสสะท้อนปัญหารุนแรงของเศรษฐกิจและความไม่สมดุลทางการเงินในประเทศ ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินาและศรีลังกาในอดีต ในภาพรวม สถานการณ์เศรษฐกิจของกัมพูชายังไม่มองเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน การลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ การสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน และการเน้นพัฒนาภายในประเทศเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้กัมพูชาพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้ในอนาคตอันใกล้