Bright red okra, dried red okra
# Gumbo juiceSour, a little sweet, calm.
หลายคนเสิร์ชคำว่า “กะเจี๊ยบ” แล้วลังเลว่าควรซื้อแบบสดหรือแบบตากแห้งดี เราลองทำทั้งสองแบบมาหลายรอบ เลยสรุปเป็นแนวทางเลือก + วิธีทำให้อร่อยแบบที่บ้านทำกันค่ะ 1) กะเจี๊ยบแดงสด vs ตากแห้ง ต่างกันยังไง - กะเจี๊ยบแดงสด: กลิ่นจะสดชัด สีแดงสวยมาก รสเปรี้ยวคมกว่าเล็กน้อย แต่ต้องใช้เวลา “เอาเมล็ดออก” และเก็บได้ไม่นาน - กะเจี๊ยบแดงตากแห้ง: สะดวก ชง/ต้มได้เลย เก็บได้นาน เหมาะกับคนอยากทำดื่มบ่อยๆ รสจะนุ่มกว่าเล็กน้อย (บางยี่ห้ออาจมีฝุ่น ต้องล้างเร็วๆ ก่อนต้ม) 2) วิธีเตรียมกะเจี๊ยบแดงสด (ทริคเอาเมล็ดออก) ถ้าได้ดอกสดมา ขั้นตอนที่ใช้บ่อยคือใช้ “ก้านแข็ง/ก้านร่ม” แทงตรงกลางแล้วดันเมล็ดออก จะไวขึ้นมาก จากนั้นล้างน้ำผ่านๆ แล้วสะเด็ดน้ำ ก่อนนำไปต้ม 3) สูตรน้ำกระเจี๊ยบแบบต้ม (ทำง่าย ได้รสเปรี้ยวหวานพอดี) - ใส่กะเจี๊ยบ (สดหรือแห้ง) ลงหม้อ เติมน้ำ - ต้มไฟกลางจนสีออกเข้ม แล้วปิดไฟพักให้คลายร้อน - กรองกากออก แล้วค่อยเติมความหวาน (น้ำตาล/น้ำผึ้ง) ตามชอบ ทริคของเรา: อย่าใส่น้ำตาลตั้งแต่แรก เพราะบางครั้งต้มแล้วรสหวานกลบกลิ่นหอมของกะเจี๊ยบได้ 4) จับคู่ “พุทราจีนแห้ง” ให้น้ำกระเจี๊ยบกลมกล่อม ถ้าอยากได้รสนุ่มๆ หอมหวานธรรมชาติ ลองต้มพุทราจีนแห้งไปพร้อมกัน จะช่วยตัดความเปรี้ยวให้ละมุนขึ้น ดื่มเย็นแล้วสดชื่นมาก 5) ทำให้น่าดื่ม: เสิร์ฟเย็นยังไงให้ชื่นใจ เราชอบแช่ให้เย็นก่อน แล้วค่อยใส่น้ำแข็งตอนดื่ม สีจะยังแดงสวย ไม่จืดเร็ว ถ้าทำไว้หลายแก้ว แนะนำแยกน้ำแข็งไว้ต่างหาก 6) เก็บรักษายังไง - กะเจี๊ยบตากแห้ง: เก็บใส่ถุง/ขวดปิดสนิท กันชื้น วางที่แห้งๆ จะอยู่ได้นานมาก - กะเจี๊ยบสด: ถ้ายังไม่ทำ แนะนำแช่เย็นและรีบใช้ หรือแยกเมล็ดแล้วค่อยแช่ จะพร้อมต้มกว่า - น้ำกระเจี๊ยบที่ต้มแล้ว: เก็บในขวดสะอาดแช่เย็น ดื่มให้หมดภายในไม่กี่วันเพื่อความสดของรสชาติ ถ้าชอบน้ำกระเจี๊ยบแนวเปรี้ยวสดชัด เลือกกะเจี๊ยบแดงสดจะฟินกว่า แต่ถ้าอยากสะดวก ทำดื่มประจำ กะเจี๊ยบตากแห้งคือทางลัดที่คุ้มมากค่ะ










