Can still work, continue to study
I am a policeman who has a dream of good age, like a normal person, wants to live a normal life, want to do a stable job. But one day I was successful. Someone admired that I was a good person until I found the peak of my life, causing me to suffer from severe depression. I almost died once, but survived. And continued to study in the primary school teacher branch of Mokksin Songkhla with a level of difficulty called the beginning of the South. I went to the hospital and still took the exam. I still have one year left with research. I tried to get a degree. I tried to be positive. I used to cry for a week, which I didn't have. I want everyone to understand that what I am is not me faking or wanting to be comfortable on duty, but the person who is really understanding how much time is plummeting, how torturous it is. See me laughing in a good mood, but when I'm alone, I cry every day. Nowadays, I just want me to recover. I don't want to go to the hospital again. I intend to get an average grade of three more than every semester. May everyone who comes to read encourage me. And the day I get my degree, please everyone be happy with me. Thank you for finishing reading.
จากประสบการณ์ของฉันในการทำงานตำรวจพร้อมกับการต่อสู้กับโรคซึมเศร้า ฉันเข้าใจดีว่าการดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องบาลานซ์ระหว่างหน้าที่การงาน การเรียน และการรักษาตัวในโรงพยาบาล การเรียนต่อสาขาครูประถมศึกษาที่มอทักษิณสงขลาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นหลักสูตรที่เข้มข้นและถือเป็นระดับต้น ๆ ของภาคใต้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการจัดการเวลาอย่างเคร่งครัด ฉันสามารถสอบผ่านได้โดยมีเกรดเฉลี่ยสูงกว่า 3 ทุกเทอม แม้ว่าจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายครั้ง สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าคือการรับฟังเสียงจากจิตใจตัวเองและไม่อายที่จะขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือใครก็ตามที่ไว้ใจได้ ในฐานะที่ฉันได้เข้ารับการตรวจและรักษาที่ห้องตรวจจิตเวชซึ่งมีทีมแพทย์อย่าง พญ.บูรอน อับดุลลี่ และ บพ.ดำรงค์ แวอาสี ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากนี้ การทำงานตำรวจที่บางครั้งทำให้เครียดก็ต้องผสมผสานกับการเรียนและการรักษาให้ดี คือต้องวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ และหมั่นสร้างกำลังใจให้ตัวเอง โดยเฉพาะในวันที่รู้สึกหมดแรงหรือซึมเศร้าอย่างหนัก นอกจากนี้ ฉันอยากย้ำว่าการเปิดใจพูดคุยกับคนใกล้ชิดเป็นสิ่งช่วยให้ดีขึ้นมาก คนรอบข้างที่เข้าใจจะช่วยได้มากในช่วงที่อารมณ์ดิ่งลง การแชร์เรื่องราวและความรู้สึกต่อกันยังช่วยลบภาพลบของโรคซึมเศร้าในสังคม และช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกัน อยากให้รู้ว่าอย่ายอมแพ้ และขอให้เชื่อมั่นว่าความสำเร็จในชีวิตนั้นเป็นไปได้ แม้ในวันที่รู้สึกไม่มีอะไรดี วันนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดบวกและชีวิตที่สดใสกว่าเดิม ฉันขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและความเครียดทั้งหลาย มั่นใจว่าพรุ่งนี้จะดีกว่า และหวังว่าสักวันจะได้ยินข่าวดีจากทุกคนเหมือนที่ฉันกำลังจะรับปริญญาปีหน้า


