🏃🏽‍♀️‍➡️First easy run of 2026

1/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมใครที่อยากเริ่ม “morning easy run” แบบไม่กดดัน (โดยเฉพาะวันที่รู้สึกว่าขาปฏิเสธการวิ่ง) เราว่าคีย์เวิร์ดคือ “วิ่งให้เบาและจบสวย” มากกว่าวิ่งให้เร็วค่ะ เช้าวันไหนที่ร่างกายยังไม่พร้อม เรามักตั้งเป้าแค่วิ่ง/เดินสลับให้ครบเวลา 30–40 นาที คล้ายๆ รอบนี้ที่ได้ 3.71 กม. ใน 35:32 pace ประมาณ 9:34/กม. ซึ่งเป็นโซนที่ยังหายใจคุยได้ ไม่เค้นหัวใจเกินไป ทริคที่ช่วยให้ easy run ง่ายขึ้นสำหรับเรา: 1) วอร์มอัพ 5–8 นาทีแบบเดินเร็ว + แกว่งแขน แล้วค่อยเริ่มจ็อกเบาๆ พอขาเริ่มคลายจะรู้สึกไหลขึ้นเอง 2) ใช้ “กติกาคุยได้” (talk test) คือถ้ายังพูดเป็นประโยคได้ แปลว่ายังอยู่ในความง่ายที่เหมาะกับ easy run 3) ถ้าขาหนักจริง ให้ใช้วิธี run-walk เช่น วิ่ง 3 นาที เดิน 1 นาที ทำวนไปจนจบ จะช่วยรักษาฟอร์มและไม่ฝืนเกิน 4) โฟกัสที่ก้าวสั้นลงและตัวตรง ไม่ต้องยาวก้าว เพราะก้าวยาวมักทำให้เหนื่อยและเสี่ยงเจ็บเข่า/หน้าแข้ง เรื่องเวลาเช้า หลายคนอาจสับสนว่าควรกินอะไรก่อนไหม ส่วนตัวถ้าวิ่งเบาๆ 30–40 นาที เราดื่มน้ำก่อนออก 1 แก้วก็พอ แต่ถ้าตื่นมาแล้วหิวมาก จะหยิบกล้วยครึ่งลูกหรือขนมปัง 1 แผ่นช่วยได้ แล้วค่อยไปเติมมื้อเช้าหลังวิ่ง อีกอย่างที่ทำให้ morning easy run สนุกคือ “เลือกเส้นทางที่บรรยากาศดี” อย่างวันที่ได้เห็นพระอาทิตย์ตก (หรือบางวันก็พระอาทิตย์ขึ้น) จะรู้สึกว่าการออกมาวิ่งคุ้มมาก ต่อให้ pace ช้าแต่ใจฟูค่ะ ระหว่างทางมักมีคนเดิน วิ่ง ออกกำลังกันเยอะ ทำให้ไม่เหงา และถ้าใครพาน้องหมาออกมาเดินหรือเข็นรถเข็นด้วยยิ่งน่ารัก ช่วยให้เราอยากทำให้ครบเวลาแบบไม่รู้สึกทรมาน สุดท้ายอยากบอกว่า easy run ไม่ใช่วันที่ “ซ้อมไม่เต็ม” แต่มันคือวันที่ช่วยฟื้นขา สร้างความอึด และทำให้เราวิ่งได้ต่อเนื่องยาวๆ ใครเริ่มปีใหม่อยากกลับมาวิ่ง ลองตั้งเป้าแค่ออกไปขยับ 30 นาทีแบบสบายๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มระยะทีละนิดนะคะ

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ Jantanana Nana
Jantanana Nana

pace6ต้องมาละ