Excuses and corrections.
❤️ In a rapidly changing business world, "making excuses" when mistakes occur is unconstructive and undermines confidence.
💚, but "correction" is the real driving force for growth when mistakes are made.
💜 Focus on Continuous Improvement
🩵 The main thinking for success in the new era are 3 key things:
Change from "excuse" to "fix": Accept bugs and devote time to improving tasks and processes.
🩷 Stop the conflict cycle ("revenge"): On the team, stop carrying angry blame or trying to get it back, focus on achieving common goals and working together with maturity.
🤎 Use "understanding" and "forgiveness" instead of "anger": to maintain good mental health, and create space for creative communication.
💛 The real pleasure of working is that we have used our energy to innovate and resolve problems without self-protection or sticking to past conflicts, so choose to "resolve" in any situation.
# Working happily # Fix no excuses # GrowthMindset # Main thinking to success# New Era Work # ContinuousImprovement # ProfessionalDevelopment # Royal Grandfather Ring # Management # Team Works
หลายคนค้นคำว่า “แก้ตัว” เพราะกำลังเจอสถานการณ์กดดัน—ทำพลาด โดนตำหนิ โดนถามต่อหน้าทีม แล้วสมองเราจะรีบหาประโยคมาปกป้องตัวเองทันที ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมาก แต่พอทำบ่อย ๆ “แก้ตัว” จะกลายเป็นนิสัยที่ทำให้งานไม่ดีขึ้น และความเชื่อมั่นจากคนรอบตัวค่อย ๆ ลดลง จากประสบการณ์ของฉัน จุดต่างสำคัญคือ “แก้ตัว = แก้ปัญหาให้มันผ่านไป” เราจะโฟกัสที่การทำให้ตัวเองดูไม่ผิด เช่น โยนสาเหตุไปที่เวลาไม่พอ ระบบไม่ดี คนอื่นส่งงานช้า หรือบอกว่าตั้งใจแล้วแต่พลาดนิดเดียว คำพูดอาจฟังดูมีเหตุผล แต่สุดท้ายไม่ได้ช่วยให้ข้อผิดพลาดหายไป ส่วน “แก้ไข = ปรับปรุงข้อบกพร่องและยอมรับความจริงในสิ่งที่ผิดพลาด” คือยอมรับว่าเรามีส่วนในปัญหา แล้วพาเรื่องไปสู่ทางออกที่จับต้องได้ เช่น ปรับขั้นตอน ตรวจทาน เพิ่มการสื่อสาร หรือทำ checklist เพื่อไม่ให้พลาดซ้ำ ถ้าอยากเลิกแก้ตัวแบบเป็นรูปธรรม ฉันใช้ 4 ขั้นตอนนี้บ่อยมากเวลาถูกทักงาน: 1) ยอมรับก่อน 1 ประโยค: “รับทราบครับ/ค่ะ ตรงนี้ผมพลาดเอง” (ตัดวงจรปะทะทันที) 2) สรุปผลกระทบ: “ทำให้ดีเลย์/ทำให้ข้อมูลผิด/ลูกค้าเข้าใจคลาดเคลื่อน” (แสดงว่าเข้าใจปัญหา) 3) เสนอทางแก้ทันที: “ผมจะแก้ไฟล์ภายในวันนี้ และส่งเวอร์ชันใหม่ก่อน 17.00 น.” 4) กันพลาดซ้ำ: “รอบหน้าจะเพิ่มจุดตรวจ A+B และให้เพื่อนร่วมทีมช่วย review 1 รอบ” ประโยคสั้น ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนจากแก้ตัวเป็นแก้ไข (ลองเซฟไว้ใช้): - “ขอบคุณที่ทักครับ/ค่ะ เดี๋ยวผมแก้ให้เลย และจะปรับวิธีทำไม่ให้เกิดซ้ำ” - “ผมรับผิดชอบส่วนนี้เอง ขอเวลา… แล้วจะอัปเดตความคืบหน้าเป็นระยะ” - “ช่วยชี้จุดที่อยากให้ปรับเพิ่มได้ไหมครับ/ค่ะ จะได้แก้ให้ตรงเป้า” อีกมุมที่สำคัญในทีมคืออย่าให้บรรยากาศพาไปไกลถึง “แก้แค้น” หรือการเอาชนะกัน ถ้าทีมเริ่มโทษกันไปมา งานจะไม่เดินและคนจะไม่กล้ารับผิดพลาด วิธีที่ฉันใช้คือคุยบน “ข้อเท็จจริง + กระบวนการ” แทนการคุยบน “ตัวบุคคล” เช่น เปลี่ยนจาก “คุณทำพลาด” เป็น “ขั้นตอนตรงนี้ยังไม่มีจุดตรวจ เราเพิ่มได้ไหม” สุดท้าย การเลือก “แก้ไขไม่แก้ตัว” ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมถูกว่าอย่างเดียว แต่คือการเอาพลังไปลงกับการปรับปรุงจริง ๆ พอทำแบบนี้ต่อเนื่อง ความน่าเชื่อถือจะกลับมาเร็วมาก และงานก็โตขึ้นตามแบบ Continuous Improvement

