ผู้สามารถละอาสวะทั้งหลายในส่วนที่ละได้ด้วยการเห็น
ผู้สามารถละอาสวะทั้งหลายในส่วนที่ละได้ด้วยการเห็น
ในการปฏิบัติตามคำสอนในพุทธวจน หมวดธรรม เรื่องผู้สามารถละอาสวะทั้งหลายในส่วนที่ละได้ด้วยการเห็นนั้น มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการละกิเลสอย่างแท้จริง โดยเนื้อหาที่สอดคล้องกันจากหลักธรรมแสดงว่า อริยสาวกซึ่งเป็นผู้ที่ได้สดับและได้รับคำสั่งสอนจากพระอริยเจ้านั้น จะมีความเข้าใจในธรรมะอย่างลึกซึ้ง และสามารถแยกแยะได้ว่าธรรมทั้งหลายที่ควรกระทำหรือควรเก็บไว้ในใจและธรรมที่ไม่ควรกระทำไว้นั้นมีอะไรบ้าง การละอาสวะในที่นี้หมายถึงการละความอยากหรือความโลภตามกามารมณ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในอาสวะกิเลส (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ที่ขัดเกลากิเลสให้น้อยลงและในที่สุดก็จะหมดไป หากเข้าใจตรงตามธรรมที่ถูกต้องและผ่านการเห็นแจ้งอย่างชาญฉลาด การเห็นที่ว่าจึงไม่ใช่เพียงการเห็นด้วยตา หรือความรู้ทางปัญญาธรรมชาติทั่วไป แต่เป็นการเห็นปัญญาในหลักธรรมที่ลึกซึ้ง เช่น เห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับแห่งทุกข์ และเห็นหนทางที่ดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสัมมาทิฏฐิในคำสอนทางพระพุทธศาสนา ในขั้นตอนนี้ อริยสาวกจะละอาสวะที่ยังไม่เกิดให้ไม่เกิดขึ้นอีก รวมทั้งอาสวะที่เกิดแล้วก็จะดับไป เนื่องจากท่านมีปัญญาและการเห็นที่ถูกต้องซึ่งนำไปสู่การไม่เก็บรักษากิเลสเหล่านั้นไว้ในใจ เพราะหากยังเก็บไว้ในใจ หรือยึดมั่น ย่อมก่อให้เกิดทุกข์และเวียนว่ายตายเกิดในวงจรของสังสารวัฏ ตลอดจนการละอาสวะนี้จะส่งผลให้สังโยชน์สาม ได้แก่ สักกายทิฏฐิ (มาดร้าย), วิจิกิจฉา (ความสงสัย), และสีลัพพตปรามาส (ความยึดมั่นถือมั่นในศีล) ที่ขัดขวางการเจริญก้าวหน้าในการบรรลุธรรม จะถูกละไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนำไปสู่การหลุดพ้นโดยสมบูรณ์ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมตามพุทธวจนที่ศึกษาและทำความเข้าใจธรรมะเหล่านี้ ควรนำไปสู่การสำรวมจิตไม่ให้เกิดกิเลสในใจ และใช้ปัญญาแยกแยะว่าธรรมะใดควรหรือไม่ควรกระทำไว้ในใจ เพื่อพัฒนาความรู้แจ้งเห็นจริงและละอาสวะด้วยการเห็นตามหลักธรรมดังกล่าวนี้ต่อไป