Automatically translated.View original post

Do all the people with passion go to hell? (9 leavened persons)

Are all the people who have all the passions of hell really? (9 types of infected persons) (1 / 2) (2 sub-clips)

2025/10/16 Edited to

... Read moreเวลาเห็นคำว่า “กิเลสอันตราย” หลายคนจะนึกถึงอะไรแรงๆ เช่น โลภมาก โกรธจัด หลงหนัก แล้วก็สรุปเร็วว่า “มีกิเลส = ต้องตกนรก” แต่พอฉันไปไล่อ่านพุทธวจนตอนที่กล่าวถึง “บุคคลที่มีเชื้อเหลือ 9 จำพวก” (บทสนทนาที่มีพระสารีบุตรเกี่ยวข้อง) มันทำให้มุมมองเปลี่ยนไปพอสมควร คือพระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า แม้ยัง “มีเชื้อเหลือ” (ยังมีกิเลสเหลืออยู่) ก็มีประเภทของบุคคลที่เมื่อตายแล้ว “พ้นแล้วจากนรก พ้นแล้วจากกำเนิดเดรัจฉาน พ้นแล้วจากวิสัยแห่งเปรต จากอบาย ทุคติ วินิบาต” ได้ สิ่งที่ฉันได้จากการอ่านคือ คำว่า “กิเลสอันตราย” ไม่ได้หมายถึงแค่มีกิเลสอยู่เฉยๆ แต่คือกิเลสที่ “ครอบงำ” จนการกระทำทางกาย วาจา ใจ พาไหลไปทางอกุศลซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว และไม่ยอมแก้ เช่น โทสะที่ทำให้พูดทำร้ายคน, โลภะที่ทำให้เบียดเบียน/โกง, หรือโมหะที่ทำให้หลงผิดไม่เห็นโทษของการกระทำตัวเอง แบบนี้แหละที่มันอันตราย เพราะมันลากไปสู่กรรมหนักและความเคยชินที่พาไปทางอบายได้ง่าย ถ้าคุณกำลังหา “กิเลสอันตราย เต็มเรื่อง” ในความหมายอยากเข้าใจให้จบแบบเป็นระบบ ฉันแนะนำให้ดู/อ่านโดยจับประเด็น 3 อย่างนี้ (ช่วยให้ฟังธรรมแล้วไม่หลงประเด็น): 1) เช็กว่า “กิเลสตัวไหน” ที่เป็นปัญหาหลักของเรา บางคนเด่นโลภ บางคนเด่นโกรธ บางคนเด่นหลง ลองทบทวนจากเหตุการณ์จริงในชีวิต เช่น โมโหแล้วชอบประชด, อยากได้ของแล้วทุกข์ทั้งวัน, หรือฟุ้งซ่านจนรักษาศีลไม่ไหว การรู้ตัวนี้ทำให้การปฏิบัติไม่ลอยๆ 2) แยก “มีเชื้อเหลือ” ออกจาก “ปล่อยให้เชื้อพาไปทำกรรม” ในพุทธวจนตอนบุคคลมีเชื้อเหลือ 9 จำพวก เน้นว่ามีคนที่ทำได้เต็มที่ในศีลและสมาธิ แต่ปัญญายังพอประมาณ หรือยังมีส่วนต้องอาศัยความเพียรต่างกัน ทว่าผลสำคัญคือ เขาไม่กลับไปสู่อบาย นี่ทำให้ฉันระวังการเหมารวมว่าแค่ยังมีกิเลสก็หมดหวัง 3) วิธีรับมือแบบที่ฉันใช้จริง (เรียบง่ายแต่ได้ผล) - ตั้ง “ศีล” เป็นฐาน: อย่างน้อยศีล 5 ให้แน่น เพราะศีลคือเบรกของกิเลสอันตราย - เฝ้าดูจิตตอนกิเลสเกิด: แค่รู้ว่า “โกรธแล้วนะ/อยากแล้วนะ” ก่อนพูดหรือก่อนกดส่งข้อความ ช่วยลดการทำกรรมทางวาจาได้มาก - ลดสิ่งกระตุ้น: ถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้คอมเมนต์/ข่าว/โซเชียล ให้เว้นช่วง เพราะบางทีเราฝึกธรรมไม่ขึ้นเพราะสิ่งเร้าเยอะเกิน สุดท้าย ข้อที่ฉันชอบมากคือคำเตือนเชิงหลักการ: อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าใคร “มีเชื้อเหลือ” แบบไหน เพราะแม้ในเรื่องนี้ก็ชี้ว่า “รู้ยาก” ต้องดูที่เหตุปัจจัยและการละสังโยชน์จริงๆ สิ่งที่ทำได้แน่ๆ คือหันมาดูตัวเองว่ากิเลสไหนกำลังเป็น “อันตราย” ต่อศีล ต่อใจ และค่อยๆ วางมันลงทีละชั้น นี่แหละที่ทำให้การอ่านเรื่องกิเลสอันตรายไม่ใช่แค่กลัวนรก แต่กลายเป็นคู่มือกลับมาฝึกใจในชีวิตประจำวันได้จริง