ถ้าเราได้พบกันอีก
อรุณเคยถามว่า ถ้าฉันบอกอะไรกับตัวเองตอนเด็กได้ฉันจะบอกอะไรเหรอ
ฉันนึกถึงเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ฉันเสียใจมาก
จนเหมือนกับฉันจะหมดลมหายใจ
หายใจเพียงปลายจมูก
เหมือนอากาศมันไม่เข้าไปในตัวฉัน
ฉันจำได้ว่า ฉันร้องไห้ๆ จนหลับไป
และสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและร้องไห้ต่อจนหลับไปอีกครั้ง วนอยู่แบบนั้นเป็นเดือน
และคิดว่าฉันคงจะผ่านมันไปไม่ไ ด้แน่ๆ
ตอนนี้ฉันอายุ 42 และถ้าฉันพบตัวเองตอนเด็กอีกครั้ง
ฉันจะบอกกับตัวเองว่าอย่าเสียใจเกินไปนัก เดี๋ยวทุกอย่างจะผ่านไปเอง
และไม่ต้องห่วงอนาคตนะ
ฉันในปัจจุบันจะถางทางไว้ให้เธอเดินตามมาเอง
อรุณถามให้ฉันตอบ และฉันตอบตามตรงว่าถ้าฉันบอกอะไรตัวเองได้ตอนนั้นจริงๆ ฉันจะบอกแบบนี้
มันกลับเป็นแรงใจให้ฉันในวันนี้ด้วย
ตอนนี้ฉันไม่เสียใจกับอะไรมากจนเกินไปอีกแล้ว
ฉันหวังว่าคุณจะตอบคำถามนี้กับตัวเองได้และค้นพบอะไรสักอย่างในคำตอบได้เช่นกัน
ขอให้พระเจ้าอวยพร
เมื่อได้ย้อนกลับไปมองอดีตและคิดถึงคำถามว่า 'ถ้าฉันได้พบตัวเองตอนเด็ก ฉันจะบอกอะไรตัวเอง?' นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสสะท้อนความรู้สึกและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ในชีวิตจริงหลายครั้งที่เราเจอความเจ็บปวดหรือความสูญเสียจนรู้สึกเหมือนแทบหายใจไม่ออก การร้องไห้และเสียใจนั้นคือสิ่งที่บอกว่าความรู้สึกเหล่านั้นมีความหมายและสำคัญกับเราอย่างแท้จริง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่าสิ่งที่เราเคยกลัวและเสียใจมาก ๆ กลับค่อย ๆ คลี่คลาย และกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนได้เล่าถึงการที่เธอร้องไห้จนหลับไป และตื่นขึ้นมาแล้วร้องอีกหลายเดือน แต่ในวันนี้เธอเองก็สามารถปลอบใจตัวเองได้ว่า "อย่าเสียใจเกินไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" และ "ฉันในวันนี้ จะช่วยถางทางอนาคตให้ตัวเอง" ความคิดเหล่านี้เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เรามีกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป ประสบการณ์นี้สอนให้รู้ว่า ช่วงเวลายากลำบากในวัยเด็กไม่ได้กำหนดชะตาชีวิตเรา แต่อุปสรรคเหล่านั้นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตและความเข้าใจตัวเองมากขึ้น การบอกกับตัวเองในอดีตว่าไม่ต้องกลัวและไม่ต้องกังวลอนาคต คือการยอมรับความเป็นจริงว่า ชีวิตเรามีกระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง ซึ่งทุกคนสามารถก้าวผ่านได้หากมีความหวังและความเชื่อ สำหรับผู้อ่านที่อาจยังรู้สึกเจ็บปวดกับอดีต ลองถามตัวเองดูว่าถ้าเจอตัวเองช่วงวัยเด็ก จะอยากบอกอะไร การตอบคำถามนี้ออกมาอาจช่วยให้เข้าใจตัวเองและช่วยเยียวยาจิตใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การมีความศรัทธาหรือสิ่งที่ให้กำลังใจ เช่น พระเจ้า หรือคนรอบข้างก็ช่วยให้ใจแข็งแรงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราสามารถผ่านมันไปได้
