ลิสต์กองทุน 5 กองทุน ที่น่ามีติดพอร์ตไว้ในปี 2026
1. SCBGOLDH : ทองคำคือ "Safe Haven" ที่ต้องมีเมื่อโลกไม่สงบ
ถ้าเราเป็นคนที่นอนไม่หลับเวลาเห็นตลาดหุ้นผันผวน SCBGOLDH ตัวนี้ตอบโจทย์ เพราะกองทุนนี้ลงทุนในทองคำ และมีการ Hedged ค่าเงิน ซึ่งทำให้กองนี้จะโตตามราคาของในตลาด
.
ในปีที่ผ่านมา 1 ปี กองนี้ร้อนแรงมาก ทำผลตอบแทนได้ถึง 63.07% แม้ระยะยาว 10 ปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 12.71% แต่ในยามที่โลกมีความไม่แน่นอน หุ้นตกมากๆ กองนี้จะทำให้พอร์ตของเรานิ่งขึ้นที่มีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 0.54% ถือว่าถูกมากกกก
.
2. ASP-NGF : มนต์เสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัย
เป็นกองที่ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น และ กองนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นด้วยตัวเลขของผลตอบแทนย้อนหลังที่สม่ำเสมอในทุกช่วงเวลา 1Y, 3Y, 5Y และ 10Y โดยเฉพาะระยะ 5 ปีที่ทำได้สูงถึง 26.50% ต่อปี
.
จุดเด่นคือกองทุนนี้เป็นกองทุนประเภท Active หมายความว่า จะมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพเติบโตสูงในญี่ปุ่นให้เรา ซึ่งจะเหมาะกับคนที่เชื่อในโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของญี่ปุ่น
.
แม้ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่ากองอื่น ที่ 1.30% แต่ถ้าแลกกับผลงานที่ชนะตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ก็นับว่าคุ้มค่าที่จะมีติดพอร์ตไว้ครับ
.
3. SCBS&P500A : กระดูกสันหลังของพอร์ต
หากเราอยากลงทุนในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่าง Apple Microsoft หรือ Amazon ก องทุน SCBS&P500A ตัวนี้ตรงจุดเลย
.
กองนี้จะเป็นกองทุน (Passive) ที่ล้อไปกับหุ้นใหญ่ 500 ตัวของอเมริกา แม้ผลตอบแทน 1 ปีจะอยู่ที่ 9.66% แต่ แต่ผลตอบแทนตลอด 10 ปีอยู่ที่ 12.26% ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมากๆของหุ้นของอเมริกา
.
4. ES-EG: หุ้นยุโรปที่เน้นคุณภาพ (Quality & Value)
การลงทุนในหุ้นยุโรป มักถูกมองข้าม แต่ดูผลตอบแทน 1 ปีที่ 29.32% มันบอกเราว่ายุโรปยังมีดีกว่าที่คิด ทั้งแบรนด์เนมระดับโลกและอุตสาหกรรมยาที่ยังถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง
.
กองนี้เป็นกอง Active ที่เน้นหาโอกาสท่ามกลางความผันผวนของภูมิภาคยุโรป
.
กองนี้เหมาะสำหรับการ เพิ่มสีสัน (Satellite Portfolio) เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่ให้พอร์ตหนักไปที่อเมริกาหรือเอเชียเพียงอย่างเดียวครับ
.
5. TTECH : รถไฟขนอนาคต
สุดท้ายสำหรับสายซิ่งที่เชื่อในนวัตกรรม TTECH คือกองทุนที่รวมหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ ผลงานย้อนหลัง 3 ปีที่ 30.67% คือเครื่องยืนยันว่ากลุ่ม Tech ยังคงเป็นผู้ชนะในช่วงที่ผ่านมา
.
จุดเด่น คือ กลุ่มนี้จะเติบโตไปกับ AI, Cloud Computing และ Semiconductor
.
แม้กองทุนนี้จะยังไม่มีข้อมูลครบ 10 ปี (อาจเป็นกองใหม่) แต่ด้วยนโยบายแบบ Passive ทำให้เราได้เกาะติดกระแสโลกไปในราคาค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผลครับ
จากประสบการณ์ลงทุนส่วนตัว การมีพอร์ตที่หลากหลายและเน้นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างทองคำ เช่น กอง SCBGOLDH ช่วยให้ผมรู้สึกมั่นคงเวลาตลาดผันผวนอย่างหนักในปีที่ผ่านมา เพราะทองคำมักทำหน้าที่เป็น "Safe Haven" ป้องกันพอร์ตจากความกังวลในโลกการเงิน นอกจากนี้ ผมยังมองว่ากองทุนที่เน้นหุ้นญี่ปุ่นอย่าง ASP-NGF เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่เชื่อในอนาคตเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการบริหารแบบ Active จึงเลือกหุ้นที่มีศักยภาพสูงได้ดี แม้ว่าค่าธรรมเนียมจะสูงกว่ากองทุนแบบ Passive แต่ผลตอบแทนระยะยาวก็ชดเชยได้ชัดเจน สำหรับการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กองทุน SCBS&P500A นับว่าเป็นกระดูกสันหลังของพอร์ตทุกคน เพราะลอกเลียนแบบดัชนี S&P 500 ที่รวมบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Apple และ Microsoft ซึ่งแม้ผลตอบแทนระยะสั้นอาจดูไม่หวือหวาเท่าเทค แต่ระยะยาวถือว่าแข็งแกร่งมาก ไม่ควรมองข้ามโอกาสในยุโรปด้วยกอง ES-EG ที่แม้มีความผันผวนแต่เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงที่มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมยา ซึ่งมักถูกมองข้ามจากนักลงทุนทั่วไป เป็นทางเลือกที่ดีเพื่อกระจายความเสี่ยง สุดท้ายคือกลุ่มเทคโนโลยีอย่างกอง TTECH ที่แม้จะเป็นกองทุนใหม่แต่มีศักยภาพสูงมาก ด้วยทิศทางการเติบโตของเทคโนโลยี AI, Cloud Computing และ Semiconductor ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ตัวผมเองมักมีการทยอยลงทุนเพิ่มเมื่อตลาดมีความไม่แน่นอน เพื่อเกาะโอกาสการเติบโตในระยะยาว การกระจายลงทุนตามกองทุนเหล่านี้ ทำให้ผมมีความมั่นใจว่าพอร์ตจะเติบโตได้อย่างสมดุลและมีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในปี 2026 ไม่ว่าจะเผชิญกับความผันผวนหรือความไม่แน่นอนของตลาดโลกก็ตาม
