Automatically translated.View original post

Change yourself, love yourself✨🍋✅

Love yourself like V, not stressed, not starving 🍣🥙

Eat normal but reduce the amount. Reduce fried items. Reduce dessert. Reduce sodium.

With vegetables at every meal, protein (2 boiled eggs per meal)

For example, normally eat 100% sweet, reduce the sweet to 50% 25%, gradually reduce it.

IF 16 / 8 (abstaining from 16 hours, eating 8 hours)

• Edible: 8: 00 - 16: 00

• Fasting: 16: 00 to 8: 00 (next day's)

Sample 🥙

• 08: 00 - Breakfast (First meal)

• 12: 00 - Lunch

• 15: 30 - Snack / Fruit

• 16: 00 - Close the window to eat

🍽 first meal, 8: 00. What to eat?

• Boiled egg / person egg

• Oatmeal

• Whole wheat bread + egg / avocado

• Fruit + light protein

• Yogurt (if diet, focus on unsweetened)

# Challenge take care of yourself# My story # Direct experience # If # Develop yourself

2025/11/14 Edited to

... Read moreการเปลี่ยนตัวเองให้รักตัวเองมากขึ้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันอย่างมีสติ โดยในหัวใจของการลดน้ำหนักและรักสุขภาพนั้นคือการกินแบบไม่เครียดและไม่อด ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการจำกัดอาหารอย่างมาก การเลือกทานอาหารแต่ละมื้อให้สมดุลและเน้นผักพร้อมโปรตีนคุณภาพ เช่นไข่ต้ม ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี หนึ่งในเทคนิคที่นิยมในปัจจุบันคือการทำ IF 16/8 หรือ Intermittent Fasting ซึ่งหมายถึงการอดอาหาร 16 ชั่วโมงและกินได้ภายใน 8 ชั่วโมงในแต่ละวัน รูปแบบนี้ช่วยให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้นและอาจช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องควบคุมปริมาณอาหารอย่างเข้มงวด ตัวอย่างเช่น กินอาหารตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นและงดอาหารหลังจากนั้นจนถึงเช้าวันถัดไป สำหรับผู้ที่สงสัยว่าเมื่อต้องกินแรกตอน 8 โมงเช้าควรเลือกอะไรดี อาหารที่แนะนำได้แก่ ไข่ต้ม ไข่คน ข้าวโอ๊ต หรือขนมปังโฮลวีตควบคู่กับอะโวคาโดและผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอและสารอาหารที่จำเป็น นอกจากนี้ โยเกิร์ตแบบไม่หวานยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการรับโปรตีนและแคลเซียมอีกด้วย ส่วนการลดหวานและของทอดนั้น ควรค่อยๆ ลดปริมาณอย่างมีสติ เช่น จากเดิมทานหวาน 100% ค่อยๆ ลดเหลือ 50% และ 25% ตามลำดับ ช่วยให้ไม่รู้สึกเครียดและยังคงสามารถเพลิดเพลินกับอาหารได้อย่างมีความสุข รวมทั้งระวังเรื่องโซเดียมเพื่อลดภาระต่อไตและหัวใจ นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญไม่แพ้กัน ถึงแม้จะเป็นเพียงการเดินระยะทาง 4.46 กิโลเมตร หรือวิ่งอย่างมีจังหวะ ก็เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้นและช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น สุดท้ายสิ่งสำคัญคือการคิดก่อนกิน เพื่อให้รู้ว่าที่กินเข้าไปนั้นมีประโยชน์จริงหรือไม่ และอย่าลืมว่าความรักตัวเองไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสุขภาพกายเท่านั้น แต่รวมถึงสุขภาพจิตด้วย การมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่าอย่างแท้จริง