จีนเล็งออกกฏ!! ห้ามค่ายรถทำมือจับประตูแบบซ่อน⚡️
จีนเล็งออกกฏห้ามค่ายรถทำมือจับประตูแบบซ่อน 👊👊เผยสถิติเกิดอุบัติเหตุแล้วเปิดออกยากกว่ามือจับประตูแบบทั่วไป! ⚡⚡
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มือจับประตูแบบซ่อนหรือแบบยืด-หดถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ยุคใหม่ที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะในรถพรีเมียมและรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ภาพของมือจับที่หายไปกับตัวถังถูกนำเสนอว่าเป็นทั้งนวัตกรรมอากาศพลศาสตร์และก ารออกแบบที่สวยสะอาดตา จนกลายเป็นเทรนด์ที่ผู้ผลิตหลายค่ายแห่ตามกันไป
.
แต่เบื้องหลังความหรูหรานั้น ผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อยไม่เคยชื่นชอบ และวิศวกรหลายคนตั้งคำถามว่าผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ ทั้งในแง่การใช้งานจริงและความปลอดภัย ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลในจีนกำลังจะปิดฉากเทรนด์นี้ด้วยการออกมาตรฐานใหม่ที่ห้ามใช้มือจับแบบซ่อนเต็มรูปแบบ
.
ตามรายงานของสื่อ CarNewsChina กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เริ่มแก้ไขมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยร่างข้อบังคับใหม่กำหนดให้มือจับแบบซ่อนเต็มรูปแบบเป็นสิ่งต้องห้าม ส่วนแบบกึ่งซ่อนหรือแบบดั้งเดิมยังใช้ได้ แต่ต้องมีระบบกลไกสำรองที่ใช้งานได้แน่นอนในกรณีฉุกเฉิน
.
หากร่างนี้ผ่านการอนุมัติ จะมีช่วงปรับตัวหนึ่งปี และจะเริ่มบังคับใช้จริงตั้งแต่กรกฎาคม 2027 เป็นต้นไป รถใหม่ที่ขายในจีนจะไม่สามารถติดตั้งมือจับซ่อนเต็มรูปแบบได้อีก
.
เหตุผลของมาตรการนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อดูตัวเลขจริง ด้านอากาศพลศาสตร์มือจับซ่อนช่วยลดแรงต้านได้เพียง 0.005–0.01 Cd หรือประหยัดไฟสูงสุดไม่เกิน 0.6 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร แต่กลับเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยราว 8 กิโลกรัม เพิ่มต้นทุนมากกว่ามือจับกลไกถึงสามเท่า และมีอัตราเสียหายสูงกว่าถึงแปดเท่า บางค่ายยอมรับว่ากรณีซ่อมมือจับคิดเป็น 12% ของงานซ่อมทั้งหมด
.
ที่สำคัญคือปัญหาด้านความปลอดภัย การทดสอบของ China Insurance Automotive Safety Index ในปี 2024 พบว่ามือจับอิเล็กทรอนิกส์เปิดออกได้สำเร็จเพียง 67% ในการชนด้านข้าง ขณะที่มือจับกลไกทำได้ถึง 98% ข้อมูลจากระบบสืบสวนอุบัติเหตุรายงานว่ากรณีเหตุที่เกี่ยวข้องกับมือจับเสียเพิ่มขึ้น 47% ในปีเดียว และกว่า 80% มาจากมือจับซ่อน ขณะที่สมาคมผู้บริโภคก็พบกรณีนิ้วถูกหนีบเพิ่มขึ้นถึง 132% รวมถึงเด็กได้รับบาดเจ็บกระดูกหัก
.
ไม่ใช่ทุกค่ายที่ยังเดินตามเทรนด์นี้ Volkswagen ใช้แบบกึ่งซ่อน Audi ติดตั้งเชือกดึงฉุกเฉิน และประธาน GWM ออกมาเรียกฟีเจอร์นี้ว่า “หนัก ไม่ปลอดภัย และแทบไม่มีประโยชน์ด้านอากาศพลศาสตร์”
.
มาตรการใหม่ยังสะท้อนถึงกระแสใหญ่ขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เริ่มตั้งคำถามกับ “ลูกเล่น” ที่อาจสวยแต่ไม่ปลอดภัย เช่น การซ่อนปุ่มสำคัญไว้ในจอทัชสกรีน หลังคากระจกพาโนรามา หรือกระจกมองข้างอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ในยุโรป Euro NCAP ก็ประกาศแล้วว่าจะไม่ให้คะแนนเต็มกับรถที่ซ่อนฟังก์ชันสำคัญในจอควบคุมตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป🤩🤩
.
Cr: carnewschina, carz
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามือจับประตูแบบซ่อนถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการออกแบบรถยนต์ยุคใหม่ที่เน้นความล้ำสมัยและช่วยลดแรงต้านอากาศพลศาสตร์ แม้ว่าผลการประหยัดไฟฟ้าจะมีไม่มากนัก แต่ความสวยงามทำให้ค่ายรถยนต์หลายแห่งนำมาใช้ในรถพรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สถิติและการทดสอบความปลอดภัยในจีนกลับแสดงให้เห็นว่ามือจับประตูแบบนี้มีปัญหาในด้านการใช้งานและความปลอดภัยสูงกว่ามือจับแบบดั้งเดิม จากข้อมูลของ China Insurance Automotive Safety Index ปี 2024 มือจับอิเล็กทรอนิกส์แบบซ่อนสามารถเปิดได้สำเร็จเพียง 67% ในกรณีเกิดอุบัติเหตุชนด้านข้าง ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามือจับแบบกลไกทั่วไปที่ทำได้ถึง 98% นอกจากนี้ สถิติเพิ่มขึ้นของอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับมือจับซ่อนเพิ่มถึง 47% ในปีเดียว และมีรายงานการบาดเจ็บจากนิ้วถูกหนีบสูงขึ้นถึง 132% รวมถึงกรณีเด็กได้รับบาดเจ็บกระดูกหักด้วย อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือมือจับซ่อนเพิ่มน้ำหนักรถโดยเฉลี่ยประมาณ 8 กิโลกรัม เพิ่มต้นทุนมากกว่ามือจับกลไกถึงสามเท่า พร้อมทั้งมีอัตราเสียหายสูงกว่าถึงแปดเท่า แสดงให้เห็นว่าในแง่ต้นทุนและความทนทานยังไม่คุ้มค่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลในจีนจึงวางแผนกำหนดมาตรฐานใหม่ ห้ามใช้มือจับแบบซ่อนเต็มรูปแบบบนรถใหม่ที่จะผลิตและจำหน่ายในจีนตั้งแต่กรกฎาคม 2027 และถ้าเป็นมือจับแบบกึ่งซ่อนจะต้องมีระบบสำรองที่สามารถใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉิน แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์โลกที่เริ่มเน้นความปลอดภัยมากกว่าลูกเล่นอำนวยความสะดวกที่ซ่อนอยู่ในจอทัชสกรีนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในยุโรป Euro NCAP ก็จะลดคะแนนสำหรับรถที่ซ่อนฟังก์ชันสำคัญในจอควบคุมตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งลดภาระด้านต้นทุนและการซ่อมบำรุงในระยะยาว ด้วยเหตุนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนในการปรับมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคและความปลอดภัยบนท้องถนน

