Automatically translated.View original post

⚡This year's Motor Show chart tells the future of the Thai car for another 10 years!?

⚡ this year's Motor Show chart tells the future of the Thai car for another 10 years.

.

This year's Motor Show. Who dominates the area? Try counting the Hall Challenger 1-3 layout, it's very clear.

🇨🇳 China 38%

The biggest booths will be BYD, Chery Group (missing Leap Motor, Wuling, JAC, Hongqi, Junyao (likely already folded)).

.

🇯🇵 Japan 34%

Toyota also strong big booth Honda 4 wheels combined with 2 wheels

.

🇪🇺 Europe 18%

🇰🇷 Korea 7%

🇺🇸 America 3%

.

What does that mean?

Today, the Thai car field is not just competing in car models, but in "industrial influence areas."

China is expanding the ecosystem EV. Japan is defending the Hybrid Motor Show base this year, so it's not just a car show.

But it is the geopolitical map of the Thai car industry that has changed!! And the question is:

.

Who will be left in the next five years?

Let's comment on it. (Prepare the tracksuit. Wait.)

# Motorshow2026 # Ev car # Chinese car # Japanese car # Hybrid car# WelldoneGuarantee

3/8 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ที่ติดตาม Motor Show หลายปี ผมเห็นว่าสัดส่วนพื้นที่บูธที่แต่ละชาติจัดสรรนั้นสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยได้อย่างชัดเจน โดยปีนี้จีนแสดงศักยภาพเต็มที่ด้วยบูธใหญ่ของ BYD และ Chery Group ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของ ecosystem รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงเน้นพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการปกป้องฐานลูกค้าเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับยุโรปและเกาหลี แม้สัดส่วนพื้นที่บูธจะน้อยกว่า แต่ยังคงส่งสัญญาณการทำตลาดในไทย โดยเฉพาะแบรนด์ใหญ่ที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรักษาตลาด สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ไม่ใช่เพียงการแข่งขันในเรื่องรุ่นหรือเทคโนโลยีของรถแต่ละค่าย แต่เป็นการแข่งขันที่ลึกซึ้งเรื่อง “พื้นที่อิทธิพล” ในตลาดที่เป็นภูมิรัฐศาสตร์ของอุตสาหกรรม การที่จีนมีบทบาทมากขึ้นก็ทำให้การลงทุนและนวัตกรรมด้าน EV ในไทยเติบโตเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประสบการณ์ตรง ผมเห็นว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับรถ EV มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแบรนด์จากจีนมีจุดแข็งในเรื่องราคาและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์นี้ ส่วนญี่ปุ่นยังได้รับความเชื่อมั่นในเรื่องความทนทานและเทคโนโลยีไฮบริดที่ยังเป็นที่นิยม ดังนั้น ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไทยจะเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในตลาด EV ที่เป็นโอกาสทองของผู้ผลิตจากจีน ขณะที่ญี่ปุ่นคงต้องปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อความยั่งยืนของตลาด นอกจากนี้ ผู้บริโภคเองควรติดตามและศึกษาเทคโนโลยีและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล สถานีชาร์จ รวมถึงส่วนลดต่าง ๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดเมื่อเลือกซื้อรถรุ่นใหม่ในยุคนี้