ตอบกลับ
#วิธีกินสมุนไพร 🫚🍋💚🍯
1.สามารถตักกินเพียวๆได้ครั้งละ 1-2 ช้อนกาแฟ หรือจะตัก 1-2 ช้อนกาแฟผสมกับน้ำเปล่าน้ำอุ่นกาแฟดำหรือเครื่องดื่มอื่นๆได้ตามสะดวก ( สมุนไพรเคี้ยวทานได้) หรือ ( จะนำไปปั่นรวมทั้งหมดเก็บไว้ทานได้ )
2.ช่วงเวลาที่แนะนำ ตอนเช้า 1 ครั้งและก่อนนอน 1 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1-2 ช้อนกาแฟ
3.ไม่มีข้อบังคับว่าต้องกินก่อนหรือหลังอาหาร ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความพึงพอใจ หรือการสังเกตร่างกายของตนเอง ว่าตอบรับเมื่อกินเวลาไหนก็กินเวลานั้น ไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องกินทุกวัน อยากพักก็ได้อยากกินต่อเนื่องทุกวันก็ได้ แต่ควรกินในปริมาณที่แนะนำ ก็เพียงพอแล้ว
💥 ไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวหรือไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถทานได้ตามเวลาที่ตนเองสะดวก เพราะสิ่งนี้คืออาหารไม่ใช่ยารักษาโรค..
*หากทานยาประจำตัว ก็ เว้นระยะห่างกันสัก15-30นาทีโดยประมาณ จะกินยาก่อนหรือน้ำหมักก่อน ไม่มีข้อบังคับตายตัว
4.ไม่ต้องกลัวน้ำหมักหมดอายุไม่มีวันเน่าบูดตลอดชีพ โดยไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นทั้งสิ้น📌ทำกินเพื่อสุขภาพ
((ไม่ต่างกับ น้ำผักผลไม้ที่กินเพื่อสุขภาพ แค่ใช้วิธีหมักไว้กินนานๆ))
⛔️ไม่ใช่ยารักษาโรค
ขอให้อ่านต่อ...
สมุนไพรเหล่านี้ คือ อาหารจากธรรมชาติ
ไม่ใช่ยารักษาโรคใดๆ
แต่ด้วย ความเป็น ธรรมชาติ
ที่ไม่ผ่าน การปรุงร่วมกับเคมี
จึง ค่อนข้าง ให้ผลพลอยได้ ด้าน บวก มากกว่า ด้าน ลบ.
เช่น
อาการ ต่างๆ ทุเลาเบาบาง
หรือ ในบางราย อาจ รู้สึก ดีประหลาดใจในผล ..
ซึ่ง ต้องบอกว่า
เป็นความโชคดี ที่ร่างกาย
มีการ ขับสิ่งสะสม ออกมา
ด้วยการกินสมุนไพรธรรมชาติ
ย้ำ นะคะว่า ...ไม่ใช่การรักษาโรค
และไม่มีการ เคลมผลลัพ โรคใดๆ
ขอให้ สบายใจ ในการ เลือก ทานอาหารธรรมชาติ ไป เรื่อยๆค่ะ
🍯🍋🫚💚
จากประสบการณ์ตรงที่ได้ลองทานสมุนไพรแบบหมักตามคำแนะนำ ผมพบว่าการรับประทานช่วงเช้าและก่อนนอนในปริมาณประมาณ 1-2 ช้อนกาแฟนั้นช่วยให้รู้สึกสดชื่น เบาใจ และไม่หนักท้อง การผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำเปล่าช่วยให้ดื่มง่ายขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสชาติเค็มหรือเปรี้ยวมากเกินไป นอกจากนี้ การทานสมุนไพรเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยา จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลตัวเองแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงจากสารเคมีหรือยารักษาโรค การเว้นระยะห่างในการทานสมุนไพรกับยาประจำตัว 15-30 นาที ถือเป็นวิธีปลอดภัยที่ควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนการดูดซึมยา ข้อดีอีกอย่างที่น่าสนใจคือ น้ำหมักสมุนไพรนี้สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่ต้องแช่เย็น และไม่เน่าเสียง่ายเหมือนน้ำผักผลไม้ปกติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและสะดวกสบายในการรับประทานต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่สังเกตได้จากการทานสมุนไพรนี้ไม่ได้เหมือนกันในทุกคน บางคนอาจรู้สึกว่าร่างกายขับสารพิษออกมาและอาการบางอย่างทุเลาลง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สุขสันต์มาก แต่ก็ต้องเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่การรักษาโรคและไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ สำหรับใครที่ต้องการเริ่มทานสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ขอแนะนำว่าให้เริ่มจากปริมาณน้อยและค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มทีละนิดเพื่อสังเกตการตอบสนองของร่างกายตัวเอง พร้อมกับรักษาความสมดุลในการทานอาหารและออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว