Automatically translated.View original post

It's SLE but sweet. What to do?

2025/12/4 Edited to

... Read moreเราเป็น SLE (โรคภูมิแพ้ตัวเอง) แล้วเป็นสายหวานเหมือนกัน ช่วงที่อาการเหวี่ยง ๆ จะยิ่งอยากของหวาน เพราะมันช่วยให้รู้สึกดีเร็ว แต่พอหวานจัดบ่อย ๆ จะเจอปัญหาตามมา เช่น น้ำตาลสูง น้ำหนักขึ้น นอนหลับไม่ดี และบางคนพอได้สเตียรอยด์ก็ยิ่งอยากกิน/คุมหิวยากกว่าเดิม เลยอยากแชร์วิธีที่เราค่อย ๆ ทำแล้วพอช่วยได้ โดยไม่ต้อง “หักดิบ” 1) เริ่มจากเครื่องดื่มก่อน (ลดได้เยอะสุด) เราลดหวานจากชา/กาแฟ/น้ำผลไม้ก่อน เพราะน้ำตาลมาไวและไม่ค่อยอิ่ม วิธีที่เวิร์กคือสั่ง “หวานน้อย” แล้วค่อยลดเป็น “ไม่หวาน” หรือเปลี่ยนเป็นอเมริกาโน/ชาร้อนไม่หวาน แล้วพกนมจืดหรืออบเชยเพิ่มกลิ่นแทนความหวาน 2) จัดมื้อให้ไม่โหย เวลาหิวจัดจะอยากของหวานหนักมาก เราเน้นกินโปรตีน+ไฟเบอร์ทุกมื้อ เช่น ไข่ ปลา ไก่ เต้าหู้ คู่กับผัก และเลือกคาร์บเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง/มัน/ขนมปังโฮลวีต) จะช่วยให้พลังงานนิ่งขึ้น ความอยากหวานลดลงแบบรู้สึกได้ 3) ใช้ “กติกา 3 คำ” เวลาอยากของหวาน ถ้าอยากมาก เราไม่ห้ามตัวเองทันที แต่ให้ชิม 2–3 คำแบบตั้งใจ แล้วหยุด (ไม่กินทั้งชิ้น) หรือแบ่งกับคนอื่น วิธีนี้ช่วยให้ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดจนเครียด 4) เลือกของหวานที่กระทบช้ากว่า ถ้าจะกินจริง ๆ เราเลือกแบบมีโปรตีน/ไขมันดีช่วยชะลอการดูดซึม เช่น โยเกิร์ตรสธรรมชาติใส่ผลไม้เล็กน้อย, ดาร์กช็อกโกแลต 70% 1–2 ชิ้น, ถั่ว 1 กำมือ หรือผลไม้ทั้งลูกแทนน้ำผลไม้ 5) อ่านฉลากให้เป็น (กันน้ำตาลแฝง) คนเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองบางทีต้องระวังน้ำตาลแฝงจากซอส น้ำสลัด ซีเรียล ขนมปัง เราดู “น้ำตาล (กรัม)” ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และเช็กว่ากินจริงกี่หน่วย บางอย่างเหมือนนิดเดียวแต่รวมแล้วหวานมาก 6) จัดสภาพแวดล้อมให้ช่วยเรา เราไม่กักตุนขนมหวานไว้ใกล้มือ เปลี่ยนเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เช่น ถั่ว ผลไม้ โยเกิร์ต หรือเยลลี่หวานน้อย เวลาง่วง/เครียดจะได้หยิบอะไรที่ไม่พาไหลยาว สุดท้าย ถ้ามีภาวะน้ำตาลสูงอยู่แล้ว หรือกำลังกินยาที่มีผลต่อระดับน้ำตาล แนะนำคุยกับคุณหมอ/นักกำหนดอาหารด้วยนะคะ เรารู้สึกว่าแค่ค่อย ๆ ลดหวานอย่างมีแผน ก็ช่วยทั้งอาการโหยและช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาวได้จริง ๆ