เป็น SLE อย่าพึ่งกินสิ่งนี้ ถ้าเรายังไม่รู้!!

1/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากคำถามที่เจอบ่อยมากคือ “เป็น SLE กินปลาร้าได้ไหม” เราขอแชร์แบบประสบการณ์คนเป็น SLE + สิ่งที่เราเช็กก่อนกินนะคะ (โดยเฉพาะใครที่มีภาวะ SLE ลงไต/มีโปรตีนรั่ว ยิ่งควรระวัง) 1) ปลาร้าไม่ใช่ของต้องห้าม 100% แต่ “ความเสี่ยง” สูงกว่าอาหารทั่วไป ปลาร้าเป็นอาหารหมักดอง มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อ/พยาธิถ้าทำไม่สะอาด หรือถ้าเป็นปลาร้าดิบ ๆ ซึ่งคนเป็น SLE หลายคนกินยากเพราะช่วงที่ภูมิคุ้มกันถูกกด (จากยาเช่นสเตียรอยด์หรือยากดภูมิ) ร่างกายจะรับมือการติดเชื้อได้แย่ลง ถ้าเกิดท้องเสีย ติดเชื้อ หรือมีไข้ อาการ SLE อาจเหวี่ยงตามได้ 2) ถ้า “SLE ลงไต/โปรตีนรั่ว” ให้ดูเรื่องโซเดียมก่อนเลย ปลาร้าและอาหารอีสานที่กินคู่กันมักเค็มมาก (ส้มตำปลาร้า แจ่ว น้ำพริกปลาร้า ฯลฯ) คนที่ไตมีปัญหา มักถูกจำกัดโซเดียมเพราะเสี่ยงบวม ความดันสูง และทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เราเคยบวมง่ายช่วงโปรตีนรั่ว ก็เลยตั้งกติกาตัวเองว่า ถ้าจะกินต้อง “ลดเค็มทุกจาน” และกินน้อยมาก ๆ 3) วิธีที่เราทำให้ปลอดภัยขึ้น (ถ้าอยากกินจริง ๆ) - เลี่ยงปลาร้าดิบ เลือกแบบ “สุก/ต้มเดือด” หรือเมนูที่ผ่านความร้อนจริง ๆ - เลือกแหล่งที่สะอาด ไว้ใจได้ ไม่ใช้ของค้างคืนหลายวัน - ขอร้านทำ “ไม่เค็ม/ใส่น้อย” หรือทำเองจะคุมรสได้ดีที่สุด - กินแต่น้อย ไม่กินถี่ และดื่มน้ำตาม (แต่ถ้าแพทย์จำกัดน้ำให้ทำตามแพทย์) 4) วันไหนควรเลี่ยงไปเลย จากที่เราเรียนรู้กับตัวเอง วันไหนมีแผลในปาก มีไข้ ท้องเสียอยู่แล้ว เม็ดเลือดขาวต่ำ เพิ่งปรับยากดภูมิ หรือกำลังมีอาการกำเริบ เราจะงดของหมักดองทั้งหมด เพราะเสี่ยงติดเชื้อง่ายและฟื้นตัวยาก 5) สัญญาณเตือนหลังกินที่เราไม่มองข้าม ถ้ามีท้องเสียรุนแรง ปวดท้องมาก ไข้ หนาวสั่น ผื่นขึ้นผิดปกติ หรือบวม/ความดันขึ้น เราจะหยุดกินและติดต่อโรงพยาบาลทันที โดยเฉพาะคนที่มีประวัติไตอักเสบหรือโปรตีนรั่ว สรุปของเรา: “เป็น SLE กินปลาร้าได้ไหม” = กินได้ในบางคน แต่ควรเลือกแบบสุก สะอาด เค็มน้อย และดูสถานะโรค/ไตของตัวเองก่อนเสมอ ถ้ามี SLE ลงไตหรือโปรตีนรั่ว แนะนำให้คุยกับหมอหรือโภชนากรประจำคลินิกเพื่อปรับให้เหมาะกับเคสเราค่ะ