#“…แก้ปัญหาจราจรด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว โดยให้จัดหารถจักรยานยนต์แก่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทำหน้าที่เป็นรถนำขบวนให้แก่ประชาชน เพื่อแก้ปัญหาจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน…”
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร จึงทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหาให้ทุเลาลงด้วยการพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 8 ล้านบาท ให้กรมตำรวจ (ในขณะนั้น) นำไปซื้อรถจักรยานยนต์เป็น "หน่วยเคลื่อนที่เร็ว" ทำหน้าที่ "สายตรวจจราจร" รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการซื้อวิทยุสื่อสาร ค่าเบี้ยเลี้ยง ฯลฯ ในการนี้พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการปฏิบัติในโครงการนี้ 5 ประการ คือ
1. แสวงหาแนวทางให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เคารพกฎจราจร และมีมารยาท
2. ใช้รถจักรยานยนต์ เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วแก้ปัญหาจุดที่รถติด เสมือน "รถนำขบวน" โดยรถจักรยานยนต์จะเข้าไปแก้ไขปัญหาทำให้ขบวนรถเคลื่อนที่ไปได้
3. ใช้รถจักรยานยนต์ดูแลการจราจรบนถนน ให้รถเคลื่อนตัวไปได้เรื่อยๆ ตามความเหมาะสม
4. ถนนที่เป็น "คอขวด" ให้รถจักรยานยนต์เข้าไปแก้ไขให้เคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ เสมือนเทน้ำออกจากขวด
5. ให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการจราจร
โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2536 โดย พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ และ พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ ผบช.น. (ทั้งหมดคือยศและตำแหน่งในขณะนั้น) สนองพระราชดำริทันที โดยการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จำนวน 150 นาย เข้ารับการอบรมความรู้เพิ่มเติมด้านการจราจรตามแนวพระราชดำริ รวมทั้งการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการประชาสัมพันธ์
กระทั่งวันที่ 6 กันยายน 2536 กรมตำรวจ (ในขณะนั้น) ได้ทำพิธีปล่อยแถวตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริออกปฏิบัติหน้าที่เป็นครั้งแรกบนถนนพหลโยธินและวิภาวดีรังสิต โดยใช้รถจักรยานยนต์ที่มีอยู่จัดเป็นกองร้อยพิเศษเคลื่อนที่เร็ว และใช้กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ถ.ศรีอยุธยา (ปัจจุบัน บช.น. ย้ายมาตั้งอยู่ที่วังปารุสกวัน) เป็นสถานที่ตั้งโครงการ จากนั้นมีการขยายผลการปฏิบัติออกไปยัง ถ.พญาไท ถึงสี่แยกปทุมวัน ถ.พระราม 1 ถึงสี่แยกราชประสงค์ ถ.ราชดำริถึงสี่แยกประตูน้ำ ถ.ราชปรารภถึงสามแยกดินแดง และ ถ.ราชดำเนิน-สะพานพระปิ่นเกล้าไปจนถึงหน้า สน.ตลิ่งชัน แต่ด้วยสภาพปัญหาการจราจรใน กทม. ที่มักมีน้ำท่วมขังหลังฝนตก ทำให้เครื่องยนต์ขัดข้อง รถยนต์วิ่งไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงพระราชทานทรัพย์เพิ่มอีก 1 ล้านบาท ให้กองบังคับการตำรวจดับเพลิง(บก.ดพ.) นำไปซื้อรถยนต์และเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อสูบน้ำท่วมขังตามจุดต่างๆ
กระทั่งวันที่ 25 มกราคม 2537 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10 ล้านบาท ไปมอบให้เพิ่มเติม โดยอนุมัติแต่งตั้ง พล.ต.ท.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ เป็นผู้อำนวยการโครงการพระราชดำริ นอกจากนี้ ยังพระราชทานรถจักรยานยนต์อีก 10 คัน และคูปองน้ำมันอีก 1 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทุกกรณี ตลอดจนนำหญิงใกล้คลอดส่งโรงพยาบาลโดยเร่งด่วน
กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในฐานะผู้รับสนองพระราชดำริ ได้จัด "สายตรวจจราจร" ปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการ และเพื่อให้การปฏิบัติตามแนวพระราชดำริมีความเหมาะสม และมีเอกภาพ ในการบังคับบัญชา จึงอนุมัติให้จัดตั้งกองกำกับกา รฝ่ายปฏิบัติการจราจรขึ้นตรงกับกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ภายหลังมีการปรับโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น กก.6 (ปฏิบัติการพิเศษ จราจร) บก.จร. โดยมีอัตรากำลังพล 329 นาย มีรถยนต์ 11 คัน รถจักรยานยนต์ 211 คัน ตำรวจจราจรในพระราชดำริได้รับการฝึกอบรมในเรื่องการทำคลอดฉุกเฉิน, การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการซ่อมรถเบื้องต้น เพื่อให้บริการประชาชนในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน
การทำงานของตำรวจจราจรในโครงการพระราชดำริ แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่
1. โซนเหนือ ได้แก่พื้นที่ ดินแดง มะกะสัน พญาไท เพชรบุรี แยกพระรามเก้า และรามคำแหง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่างประจำอยู่ 7 นาย
2. โซนใต้ ได้แก่พื้นที่ ถนนพระราม 1 และถนนพระราม 4 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่างประจำอยู่ 4 นาย
3. โซนฝั่งธนบุรี ได้แก่พื้นที่ แยกบางพลัด ถนนสิรินธร ถน นบรมราชชนนี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่างประจำอยู่ 4 นาย
ช่องทางติดต่อ สายด่วน บก.จราจรหมายเลข 1197 หมายเลข02-354-6324 ตร.จร.ในโครงการฯ
โครงการสายตรวจจราจรในพระราชดำรินี้ถือเป็นตัวอย่างการใช้พระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่แท้จริงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้มองเห็นความทุกข์ยากของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองหลวง จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดตั้ง "หน่วยเคลื่อนที่เร็ว" โดยใช้รถจักรยานยนต์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยเคลื่อนที่เร็วนี้เป็นสายตรวจจราจรที่มีความคล่องตัวสูง เพราะรถจักรยานยนต์สามารถเคลื่อนที่ผ่านจุดที่รถยนต์ติดขัดได้ง่ายกว่ามาก อีกทั้งยังทำหน้าที่เหมือนรถนำขบวนเพื่อช่วยเร่งเคลื่อนตัวรถบนถนนสายหลักและแก้ไขปัญหาบริเวณ "คอขวด" การจราจรติดขัด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สายตรวจยังได้รับการฝึกอบรมทักษะพิเศษด้านปฐมพยาบาลเบื้องต้น การช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงการดูแลซ่อมรถเบื้องต้น เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็ว ในด้านพื้นที่รับผิดชอบ กองกำกับการฝ่ายปฏิบัติการจราจรได้กำหนดการแบ่งพื้นที่เมืองออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ดินแดงมะกะสันและพญาไท โซนใต้ ดูแลพื้นที่ถนนพระราม 1 และพระราม 4 และโซนฝั่งธนบุรี คอยช่วยแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณถนนสิรินธรและถนนบรมราชชนนี ซึ่งแต่ละโซนมีตำรวจช่างประจำการเพื่อดูแลสภาพรถจักรยานยนต์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้พร้อมใช้งานเสมอ การดำเนินงานนี้ได้รับการสนับสนุนและขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดซื้อรถจักรยานยนต์เพิ่ม การจัดตั้งกองร้อยพิเศษ และการเพิ่มสวัสดิการเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่ โดยทั้งหมดสะท้อนถึงพระราชเมตตาของพระองค์ที่มุ่งหวังให้ประชาชนได้รับความสะดวกปลอดภัยบนท้องถนน และส่งเสริมให้ผู้ใช้ถนนมีจิตสำนึกที่ดีต่อกฎจราจร เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ที่ควรศึกษานำไปปรับใช้ในอนาคตอย่างยั่งยืน ด้วยการมีส่วนร่วมจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุ่มเทตามแนวพระราชดำริ โครงการสายตรวจจราจรนี้จึงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาจราจรติดขัด เพิ่มความคล่องตัวในชั่วโมงเร่งด่วน และสร้างทัศนคติที่ดีต่อการใช้กฎจราจรควบคู่กับการให้ความสำคัญแก่ชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนอย่างแท้จริง























