บทที่ ๖ : ผิวน้ำไหว... ใจแอบยิ้ม

"เมื่อก่อนเม้งทำได้แค่แอบมองหลินเดินผ่านโต๊ะลังไม้ทุกวัน... ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้มานั่งสบตากับหลินตรง ๆ แบบนี้ เม้งเหมือนฝันไปเลย"

6/20 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายครั้งที่ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยที่เราอาจไม่ทันได้ตั้งตัว เช่นเดียวกับเรื่องราวของเม้งที่แอบมองหลินผ่านโต๊ะลังไม้ทุกวันจนกลายเป็นความรู้สึกพิเศษที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นจากความไม่กล้าตรงไปตรงมา สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจจากเรื่องนี้คือความงดงามของความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำพูดหรือการกระทำใหญ่โต แต่มักเริ่มจากสายตาที่สบกันหรือช่วงเวลาสั้นๆ ที่สร้างความทรงจำลึกซึ้งในใจเรา บางครั้งแค่การสบตาตรงๆ ก็ทำให้หัวใจเต้นแรงและคิดว่าเหมือนฝัน ประสบการณ์ส่วนตัวที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเม้ง คือการเฝ้ามองใครสักคนแต่ไม่กล้าบอก ยิ่งเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมีคุณค่ามากขึ้น แม้จะไม่มีคำพูดใดๆ ก็ตาม เรื่องราวผิวน้ำไหวในชีวิตประจำวัน เช่น สวนสัดวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติหรือแม้แต่การนั่งอยู่ใกล้กับใครสักคนที่เราชื่นชอบ ก็สามารถเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ใจเรายิ้มได้ ผมเชื่อว่าความรักแบบนี้คือความรักที่แท้จริงที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่การมีช่วงเวลาที่ได้สบตาหรือรู้สึกถึงการมีอยู่ของกันและกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเข้าใจความหมายของความรักและความสุขที่เรียบง่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างลึกซึ้ง

2 ความคิดเห็น

รูปภาพของ สมชาย
สมชายผู้สร้าง

สิ้นประโยคสารภาพความนึกคิดของหลิน ทั้งสระน้ำก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้มันกลับเป็นความเงียบที่อบอวลไปด้วยความหวานจนล้นอก ทั้งสองคนไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดต่อกันอีก มีเพียงรอยยิ้มกว้างที่แต้มอยู่บนใบหน้าของคนทั้งคู่ หลินยังคงนั่งมองตรงไปข้างหน้าซ่อนความใจสั่นปนเขินอาย ส่วนเม้งก็เอาแต่นั่งตั่งตะแคงข้าง จ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างอันงดงามของหลินด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุข โลกทั้งใบในเวลานั้นเหมือนจะหยุดหมุน และย่อส่วนเหลือเพียงแค่เขาสองคนกลางสระน้ำเขาดินแห่งนี้ เมื่อเต็มอิ่มกับความหวานกลางผิวน้ำแล้ว ทั้งคู่จึงพากันขึ้นมาจากเรือจักรยานน้ำ เม้งชวนหลินเดินทอดน่องไปตามทางเดินร่มรื่นภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชวนกันดูนกชมนกชมไม้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ระหว่างเดิน ทั้งสองคนยังคงรักษากิริยาเว้นระยะห่างไม่ให้แนบชิดกันจนเกินงามตามประสาหนุ่มสาวในยุคนั้น ทว่าในจังหวะที่ก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน บ่อยครั้งที่ต้นแขนหรือหลังมือของทั้งคู่แอบเฉียดกรายมาสัมผัสกันเบา ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นเพียงความบังเอิญเล็ก ๆ ทว่ากลับส่งกระแสความอบอุ่นแล่นพล่านเข้าไปถึงในหัวใจ เม้งแอบอมยิ้มหัวใจพองโตอย่างมีความสุขระคนตื่นเต้น เพราะสำหรับไอ้หนุ่มสะพานหันแล้ว เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบาในจังหวะก้าวเดินแค่นี้... ก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวันเดตของเขาแล้ว

รูปภาพของ สมชาย
สมชายผู้สร้าง

บทที่ 6 : ผิวน้ำไหว... ใจแอบยิ้ม สายลมจาง ๆ ยามสายของวันหยุด พัดผ่านใบหน้าของเม้งที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปตามถนน บรรยากาศรอบตัวดูมีชีวิตชีวา แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของไอ้หนุ่มสะพานหันพองโตที่สุดในเวลานี้ ก็คือร่างของสาวตาโตอย่างหลินที่นั่งซ้อนท้ายอยู่ข้างหลัง หลิน นั่งตัวตรงแน่วคอยรักษากิริยาตามประสาหญิงไทยยุคปี 30 มือทั้งสองข้างจับราวเหล็กท้ายรถไว้แน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือมาแตะบ่าหรือชายเสื้อของเม้งเลยสักนิด เม้งแอบเอี้ยวหน้าเหลือบกลับไปมองแวบหนึ่ง เห็นหน้าตาเลิ่กลั่กปนสนุกของสาวตาโตที่กำลังพยายามสู้ลมอยู่ข้างหลังแล้ว เขาก็ตลกปนเอ็นดูจนต้องแอบอมยิ้มกริ่มในใจ แล้วแกล้งบิดคันเร่งเพิ่มอีกนิดให้เธอได้ตื่นเต้น ขี่รถพาร่อนมาจนถึงจุดหมายปลายทางที่ “เขาดินวนา” แดดร่มลมตกกำลังดี เม้งพาหลินเดินหลบผู้คนมาที่ริมสระน้ำใหญ่ จัดแจงเช่าเรือจักรยานน้ำมาหนึ่งลำ เม้งรับหน้าที่เป็นคนออกแรงถีบพายเรือเป็ดละลิ่วล่องไปตามผิวน้ำใส จนกระทั่งเรือลอยมาถึงใจกลางสระน้ำอันกว้างใหญ่ ที่ไกลจากสายตาของผู้คน เม้งจึงหยุดเท้าแล้วปล่อยให้เรือลอยนิ่ง ๆ อยู่กลางน้ำ มีเพียงเสียงระลอกน้ำกระเพื่อมไหวเบา ๆ กระทบกราบเรือ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงในพริบตา หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่พักใหญ่ เม้งก็รวบรวมความกล้าในอก หันไปมองคนข้างกายแล้วพูดทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงซื่อตรงทว่าจริงใจ “เมื่อก่อนเม้งทำได้แค่แอบมองหลินเดินผ่านโต๊ะลังไม้ทุกวัน... ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้มานั่งสบตากับหลินตรง ๆ แบบนี้ เม้งเหมือนฝันไปเลย” คำพูดตรง ๆ ไม่มีอ้อมค้อมของเม้ง ทำเอาหลินถึงกับหน้าแดงวาบ แก้มสองข้างสุกปลั่งเป็นสีชมพูเรื่อ เธอแกล้งทำเป็นอมยิ้ม ตาโต ๆ สดใสคู่นั้นทอดมองตรงไปข้างหน้ายังทิวทัศน์ริมสระเพื่อซ่อนอาการขวยเขิน มือเรียวบางบีบเข้าหากันเบา ๆ ก่อนจะรวบรวมความกล้าตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นในความรู้สึก “หลินก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันนึงจะได้มานั่งคุยกับเม้งสองคนแบบนี้...”