Automatically translated.View original post

In fact, health insurance is not called "disposable."

In fact, health insurance is not called "disposable."

Girls tend to call it more risk transfer.

Because we don't know if in the future big medical bills will happen.

Many people choose to save money for themselves, which is not wrong. It is another way to plan.

But there's a client case of a woman.

Just took out insurance and paid an allowance of about $20,000.

Holding the policy for only 10 months.

I finally need surgery on the spinal cord over the nerves.

Total medical expenses are about 370,000 baht.

Insurance, please take care.

If you can go back in time

If we knew in advance that we would be sick and have to spend hundreds of thousands of billions

Many would pay a premium, even if it were hundreds of thousands.

But in fact,

Today, premiums are still in the tens of thousands a year.

Everyone can choose to plan to transfer risk.

Always customers that

Buy or don't buy is fine. At least we have the information to consider.

Because if one day something unexpected happens,

Having one insurance might save our whole lives. 😊

# Health insurance

# Life insurance

# Financial planning

# Medical expenses

# Paid insurance

# Health insurance

# Health planning

# Financial adviser

# Insurance agent

# AIA

# Plan the future

# Family insurance

# Real case

# Insurance helps

4/3 Edited to

... Read moreจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ศึกษาและทำงานเกี่ยวกับการวางแผนการเงินและประกันสุขภาพ ผมเห็นชัดเจนว่าการมองว่าประกันสุขภาพคือ "จ่ายทิ้ง" เป็นความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนพลาดโอกาสสำคัญในการปกป้องตัวเองและครอบครัว ในชีวิตจริง ค่ารักษาพยาบาลจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุหรือโรคร้ายแรง มักมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินสดพร้อมใช้ได้ทันที การมีประกันสุขภาพเหมาจ่ายจึงเปรียบเสมือนการแบ่งเบาภาระทางการเงิน เพราะเราจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่จับต้องได้ (โดยมากไม่เกินหลักหมื่นต่อปี) เพื่อแลกกับความคุ้มครองค่ารักษาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หนึ่งในกรณีศึกษาที่ผมติดตามคือ ลูกค้ารายหนึ่งที่ทำประกันสุขภาพเหมาจ่าย และหลังจากถือกรมธรรม์เพียง 10 เดือนได้รับการผ่าตัดรักษาไขสันหลังทับเส้นประสาท ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงประมาณ 370,000 บาท โดยที่บริษัทประกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยไม่มีค่าหักลดหย่อนใดๆ นั่นทำให้ลูกค้ารายนั้นไม่ต้องใช้เงินเก็บหรือก่อหนี้ เพื่อรักษาตัว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าประกันสุขภาพไม่ใช่จ่ายทิ้ง แต่เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่คุ้มค่า นอกจากนี้ การทำประกันสุขภาพยังช่วยให้ผู้ทำประกันมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพ และกระตุ้นให้ใส่ใจการดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นการวางแผนเพื่ออนาคตที่ดี โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก่อน สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำว่า ทุกคนควรพิจารณาทำประกันสุขภาพตามความเหมาะสมและความสามารถทางการเงินของตัวเอง เพื่อช่วยปกป้องเงินเก็บและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการ "จ่ายทิ้ง" แต่เป็นการลงทุนเพื่อความอุ่นใจในชีวิตประจำวัน และเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นจริง ประกันสุขภาพจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดการภาระค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ