“สไบสองชาย” กลางกรุงปารีส

เมื่อราชพัสตราภรณ์มิได้มีไว้เพียงเพื่อความงาม

แต่ทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ

พระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ

พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้า

ลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

เสด็จพระราชดำเนินไปในงานถวายพระ

กระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ซึ่งประธานาธิบดี

แห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสและภริยาจัดถวาย

ณ ทำเนียบประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส

หรือ Palais de l’Élysée กรุงปารีส

ในค่ำคืนแห่งการทูตระดับรัฐครั้งสำคัญนั้น

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมานประยุกต์

โทนสีม่วง ห่มสไบสองชาย

ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทอง

ปักประดับลวดลายอย่างวิจิตรประณีต

โดยห้องเสื้อพิจิตรา หรือ Atelier Pichita

ภายใต้การสร้างสรรค์ของพิจิตรา บุณยรัตพันธุ์

ความสำคัญของฉลองพระองค์องค์นี้

มิได้อยู่เพียงที่ความงดงามของผืนไหม

แต่อยู่ที่คำว่า “สไบสองชาย”

เพราะสไบสองชายมิใช่รูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่

หากเป็นเครื่องแต่งพระองค์ชั้นสูง

ซึ่งมีรากฐานอยู่ในราชประเพณีของราชสำนักสยาม

หลักฐานสำคัญปรากฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๙

ครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ทรงฉลองพระองค์เต็มยศ

ทรงห่มสไบสองชาย

และทรงพระภูษาจีบหน้าด้วยผ้ายกทอง

ไว้ชายพกตามแบบโบราณ

ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทรงฉลองพระองค์สไบสองชายตามราชประเพณีเช่นเดียวกัน

ภายหลังยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ให้ห้องเสื้อบัลแมงแห่งฝรั่งเศส

สร้างสรรค์ฉลองพระองค์สไบสองชาย

สำหรับทรงในโอกาสสำคัญต่าง ๆ

เหตุนี้ คำว่า “ประยุกต์” จึงมีความหมายอย่างยิ่ง

ชุดไทยบรมพิมานตามรูปแบบหลัก

ประกอบด้วยฉลองพระองค์คอตั้ง แขนยาว

ทรงกระบอกและพระภูษาจีบหน้า

แต่ฉลองพระองค์ที่ทรงในกรุงปารีส

ได้นำ “สไบสองชาย” อันเป็นภาษาของ

เครื่องแต่งกายในราชสำนัก

มาผสานเข้ากับโครงสร้างของชุดไทยพระราชนิยม

จึงมิใช่การลอกเลียนเครื่องแต่งพระองค์ในอดีต

หากเป็นการนำมรดกเดิมกลับมาตีความใหม่

ให้ยังคงสง่างามตามแบบแผน

และสามารถดำรงอยู่ในบริบทของโลกปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้น การทรงฉลองพระองค์สไบสองชาย

ณ กรุงปารีส ยังมีนัยสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน

พิพิธภัณฑ์มัณฑนศิลป์แห่งกรุงปารีส

กำลังจัดนิทรรศการ

“La Mode en Majesté:

Royal Thai Dress from Tradition to Modernity”

รวบรวมฉลองพระองค์และเครื่องประกอบการแต่งพระองค์กว่า ๑๐๐ รายการ

เพื่อบอกเล่าพัฒนาการของฉลองพระองค์ใน

ราชสำนักไทยชุดไทยพระราชนิยมทั้ง ๘ แบบ

ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างงานหัตถศิลป์ไทย

กับห้องเสื้อชั้นสูงของฝรั่งเศส

ดังนั้น ในขณะที่ฉลองพระองค์สไบสองชาย

ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้รับ

การจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งกรุงปารีส

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

กลับทรงนำรูปแบบเดียวกันนั้น

ออกมาปรากฏอย่างมีชีวิตในพระราชภารกิจจริง

จากราชพัสตราภรณ์ในหน้าประวัติศาสตร์

สู่ราชพัสตราภรณ์แห่งรัชสมัยปัจจุบัน

จากฝีเข็มแห่งราชสำนักสยาม

สู่สายตาของนานาอารยประเทศ

นี่จึงมิใช่เพียงค่ำคืนแห่งความสง่างาม

แต่คือช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์หลายยุคสมัย

ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยผ้าไหมหนึ่งผืน

และสไบสองชายหนึ่งองค์

ฉลองพระองค์ที่มิได้เพียง “งาม”

หากยังทำให้มรดกของแผ่นดิน

กลับมามีลมหายใจอีกครั้งบนเวทีโลก

ข้อมูลและภาพ : Atelier Pichita

ข้อมูลประกอบ : พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, รัฐบาลไทย และ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส

Cr: เพจบุพเพสันนิวาส

8/6 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจากความงดงามและความประณีตของสไบสองชายที่ปรากฏในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและงานราชการต่าง ๆ แล้ว การนำเสนอสไบสองชายในบริบทของงานนิทรรศการที่กรุงปารีสถือเป็นการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง สไบสองชายไม่ใช่เพียงผ้าห่มที่ห่มอย่างสวยงาม แต่ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่บรรจุเรื่องราวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของราชสำนักไทยไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อได้เข้าเยี่ยมชมงานนิทรรศการ "La Mode en Majesté" ที่ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ทำให้เห็นถึงมิติหลากหลายของชุดไทยพระราชนิยมและการตีความสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างวิจิตร ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างช่างฝีมือไทยและสถาบันแฟชั่นฝรั่งเศสช่วยให้ผลงานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับโลกมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวแล้วมองเห็นว่าการประยุกต์ชุดไทยโดยเฉพาะสไบสองชายอย่างพิถีพิถันในงานพระราชพิธี หรือในโอกาสรัฐพิธีระดับโลก เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ละทิ้งรากฐานและความเป็นตัวตนเดิม แต่พร้อมปรับให้เหมาะสมกับบริบทยุคสมัยใหม่ และสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมหลากหลายเชื้อชาติอย่างไร้ข้อจำกัด ในฐานะผู้สนใจในวัฒนธรรมและแฟชั่นไทย การได้ยลผ่านภาพและเรื่องราวของสไบสองชายที่กรุงปารีส สร้างแรงบันดาลใจและตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าผ้าไหมไทยที่ถูกพัฒนาและสร้างสรรค์อย่างมีศิลปะนั้น ยังเป็นมรดกสำคัญที่ควรอนุรักษ์และเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแฟชั่นไทยที่จะก้าวสู่เวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจในวิถีและรากเหง้าของตนเอง ดังนั้นการใส่สไบสองชายจึงไม่ใช่เพียงการสวมใส่เพื่อความงาม แต่เป็นการแสดงออกของความรักและเคารพต่อประวัติศาสตร์ พร้อมกับการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างกลมกลืน สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนและความเป็นไทยที่ไม่เคยล้าสมัยในสายตาผู้คนทั่วโลกอย่างแท้จริง