จากผืนผ้าพื้นบ้าน…สู่พระราชนิยม
“ขิดสลับหมี่ กาบแก้วบัวบาน” อัตลักษณ์แห่งหนองบัวลำภู
บางครั้ง การสืบสานภูมิปัญญาของแผ่นดิน
ไม่จำเป็นต้องกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำ
เพียงการเลือก “ผืนผ้าหนึ่งผืน”
ก็อาจทำให้ผู้คนทั้งประเทศหันกลับมามองเห็นคุณค่าของสิ่งที่บรรพบุรุษรักษาไว้มาเนิ่นนาน
วันที่ 24 พฤษภาคม 2565
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
เสด็จพระราชดำเนินไปยัง
วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู
เพื่อทรงเปิดแพรคลุมป้าย
“เจดีย์อัฐบริขารเขมาภิรโต”
และทรงประกอบพิธีสมโภช
“พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่ขาว อนาลโย”
ในพระราชวโรกาสนั้น
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์โทนสีชมพูในรูปแบบที่สอดคล้องกับ ชุดไทยเรือนต้น
หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่มีความเรียบง่าย สุภาพ และสง่างาม
ชุดไทยเรือนต้นถือเป็นแบบที่ลำลองที่สุดในชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ แต่สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ความเรียบง่ายนั้นเปิดพื้นที่ให้ “ผ้าไทย” จากแต่ละท้องถิ่นสามารถแสดงเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างเด่นชัด
และเมื่อกล่าวถึงหนองบัวลำภู
มีผ้าชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองผ่าน
นั่นคือ “ผ้าขิดสลับหมี่”
ภูมิปัญญาที่นำศาสตร์การทอสองแบบมาพบกัน
“ขิด” ใช้วิธีสะกิดหรืองัดเส้นด้ายขึ้นเพื่อสร้างลวดลาย
ขณะที่ “มัดหมี่” สร้างลวดลายตั้งแต่ก่อนทอ ด้วยการมัดเส้นไหมหรือเส้นด้ายเป็นช่วง ๆ แล้วจึงนำไปย้อม
เมื่อสองเทคนิคอยู่ร่วมกันในผืนเดียว
จึงเกิดผ้าที่มีทั้งมิติของลายขิดและจังหวะสีของมัดหมี่
เป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความแม่นยำ และฝีมือของช่างทออย่างสูง
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ
จังหวัดหนองบัวลำภูได้กำหนด ผ้าขิดสลับหมี่โทนสีชมพู มีลวดลายดอกบัวหลวง เป็นอัตลักษณ์ผ้าประจำจังหวัด
“บัว” มิได้เป็นเพียงลวดลายประดับ
แต่เชื่อมโยงถึงหนองบัวลำภู
และถ้อยคำเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ในคำขวัญจังหวัดว่า
“นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน”
จึงไม่น่าแปลกที่ชื่อ
“กาบแก้วบัวบาน”
เมื่อปรากฏอยู่บนงานผ้าทอ
จึงมิได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความงาม
แต่ยังพา “ชื่อบ้าน ชื่อเมือง และความทรงจำของผู้คน”
ติดไปกับผืนผ้าด้วย
มีอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมากในทางประวัติศาสตร์
หลักฐานจากงานศึกษาด้านผ้าขิดไหมและคำบอกเล่าของครูทอผ้าระบุว่า ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2525 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทรงนมัสการหลวงปู่ขาว อนาลโย ณ วัดถ้ำกลองเพล ได้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาการนำเทคนิค “ขิด” มาทอด้วยเส้นไหม จนภูมิปัญญาผ้าขิดไหมของพื้นที่ได้รับการต่อยอดและแพร่หลายยิ่งขึ้น
ดังนั้น เมื่อหลายสิบปีต่อมา
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินมายังวัดถ้ำกลองเพลอีกครั้ง
พร้อมภาพของฉลองพระองค์และงานผ้าไทยโทนสีชมพูที่สอดรับกับอัตลักษณ์หนองบัวลำภู
ภาพนั้นจึงมีความหมายมากกว่าเรื่อง “ความงามของเครื่องแต่งพระองค์”
หากมองผ่านสายตาของประวัติศาสตร์
มันคือภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ยังมีชีวิต
จากกี่ทอผ้าในหมู่บ้าน
สู่เครื่องแต่งกายร่วมสมัย
จากฝีมือช่างทอพื้นบ้าน
สู่สายตาของคนทั้งประเทศ
และจาก “กาบแก้วบัวบาน”
ชื่อที่ผูกพันกับเมืองหนองบัวลำภู
สู่เรื่องราวของผ้าไทย
ที่ยังคงถูกสืบสานต่อไปอย่างสง่างาม
เพราะบางครั้ง การรักษามรดกของแผ่นดิน
มิใช่การเก็บไว้หลังตู้กระจก
แต่คือการทำให้มรดกนั้น…ยังถูกใช้ ยังถูกเห็น และยังมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน
Cr : เพจบุพเพสันนิวาส
จากประสบการณ์ของผมที่ได้ไปเยือนจังหวัดหนองบัวลำภู พบว่าผ้าขิดสลับหมี่นั้นไม่ได้เป็นเพียงผืนผ้าที่มีความสวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งซึ่งบ่งบอกถึงวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชุมชน ในระหว่างการพูดคุยกับช่างทอผ้าท้องถิ่น ผมได้รับรู้ถึงความพิถีพิถันในการใช้เทคนิคสองรูปแบบมาประยุกต์เข้าด้วยกัน คือการสะกิดเส้นด้าย (ขิด) และการมัดหมี่ที่ย้อมสี ก่อนทอ ซึ่งต้องการความชำนาญและใจรักอย่างมาก การสร้างลวดลายดอกบัวหลวงสีชมพูบนผืนผ้านั้นไม่เพียงแต่ให้ภาพลักษณ์ที่งดงามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อและความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจว่า ผ้าขิดสลับหมี่โทนสีชมพูได้รับการยอมรับเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้ผ้าแต่ละชิ้นกลายเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์และชื่อเสียงของเมืองนี้ เช่นเดียวกับคำขวัญประจำจังหวัด "นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน" ที่ยังคงสื่อความหมายมาถึงปัจจุบัน เมื่อได้เห็นพระราชพิธีที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าโทนชมพูผืนนี้ ถือเป็นการส่งเสริมและรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้อยู่คู่สังคมสมัยใหม่อย่างมีคุณค่า นับเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนรักษาผลงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ผ้าขิดสลับหมี่ยังคงมีชีวิตและความหมายที่ลึกซึ้งต่อทุกคนที่รักและหวงแหนมรดกของแผ่นดินนี้ ผมขอแนะนำให้ผู้สนใจลองเรียนรู้และสัมผัสงานทอผ้านี้อย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะได้ซาบซึ้งกับความงามแล้ว ยังได้เข้าใจถึงความตั้งใจและความภาคภูมิใจที่ช่างทอผ้าท้องถิ่นถ่ายทอดผ่านผืนผ้าแต่ละผืนด้วย
