Blue Sapphire

ไพลินเหนือกาลเวลา จากพระราชนิยมสมเด็จพระพันปีหลวง สู่พระสิริโฉมสมเด็จพระราชินี ณ เวสต์มินสเตอร์

หนึ่งในภาพที่งดงามและได้รับความสนใจอย่างมากจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 คือภาพของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ซึ่งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงร่วมพระราชพิธี ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน

วันนั้น นอกจากความสง่างามของฉลองพระองค์ไทยสีน้ำเงินแล้ว สิ่งที่สะดุดสายตาผู้คนทั่วโลก คือสร้อยพระศอและพระกุณฑลประดับไพลินและเพชรชุดสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่คนไทยคุ้นตาจากพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

นี่จึงมิใช่เพียงความงามของอัญมณี

แต่เป็นภาพของเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง ซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลาและปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ของราชสำนักไทยถึงสองยุค

สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเครื่องไพลินประดับเพชรในพระราชพิธี งานเลี้ยงรับรอง และวาระสำคัญต่าง ๆ มาแล้วหลายครั้ง พระฉายาลักษณ์จากช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมาแสดงให้เห็นไพลินสีน้ำเงินเข้มล้อมเพชร ซึ่งต่อมาได้รับการจัดเป็นชุดเข้ากับสร้อยพระศอ พระกุณฑล และเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ

ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับเครื่องประดับชุดนี้ระบุว่า จี้ไพลินองค์สำคัญมีน้ำหนักประมาณ 109.57 กะรัต และเกี่ยวข้องกับผลงานของ Van Cleef & Arpels ห้องอัญมณีชั้นสูงของฝรั่งเศส ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2506 โดยภายหลังมีการประกอบเป็นชุดเครื่องไพลินและเพชรที่สมเด็จพระพันปีหลวงทรงในวาระสำคัญหลายครั้ง

กาลเวลาผ่านไปเกือบหกทศวรรษ

เครื่องไพลินชุดสำคัญกลับมาปรากฏต่อสายตาชาวโลกอีกครั้ง เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

บันทึกอย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักรยืนยันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงอยู่ในหมู่พระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศที่เสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่หลักฐานภาพถ่ายร่วมสมัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสร้อยพระศอและพระกุณฑลไพลินประดับเพชรที่ทรงในวันนั้น

และตรงนี้เอง มีข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรกล่าวให้ชัด

เครื่องประดับที่ปรากฏในพระฉายาลักษณ์นี้คือ “ไพลินสีน้ำเงิน” หรือ Blue Sapphire

ไม่ใช่ “เพชรสีน้ำเงิน” หรือ Blue Diamond

ไพลินกับเพชรเป็นอัญมณีคนละชนิดโดยสิ้นเชิง

ยิ่งกว่านั้น คดีที่รู้จักกันในชื่อ “Blue Diamond Affair” หรือคดีเครื่องเพชรซาอุดีอาระเบีย เริ่มขึ้นจากเหตุลักทรัพย์ใน พ.ศ. 2532 โดยมีรายงานถึงเพชรสีน้ำเงินหายากขนาดประมาณ 50 กะรัตที่สูญหายไปพร้อมเครื่องเพชรอื่น ๆ

ขณะที่เครื่องไพลินของสมเด็จพระพันปีหลวงปรากฏอยู่ในพระฉายาลักษณ์ก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวมานานหลายสิบปี

ดังนั้น การนำพระฉายาลักษณ์ที่ทรงไพลินชุดนี้ไปกล่าวอ้างว่าเป็น “บลูไดมอนด์” จากคดีซาอุดีอาระเบีย จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งในเรื่อง “ชนิดของอัญมณี” และ “ลำดับเวลา”

ความงดงามของเครื่องไพลินชุดนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงที่ขนาด ความหายาก หรือประกายของเพชรที่รายล้อม

หากยังอยู่ที่เรื่องราวซึ่งเชื่อมโยงพระราชนิยมของสมเด็จพระพันปีหลวงกับภาพอันสง่างามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในอีกหลายสิบปีต่อมา

จากพระฉายาลักษณ์ในอดีต

สู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในวันแห่งประวัติศาสตร์

อัญมณีอาจเป็นสิ่งไร้ถ้อยคำ

แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางกาลเวลา บางครั้งมันกลับเล่าเรื่องราวได้ยาวนานกว่าคำบรรยายใด ๆ

Cr: เพจบุพเพสันนิวาส

16 ชั่วโมงที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมประสบการณ์ส่วนตัวกับการติดตามเรื่องราวของอัญมณีที่สืบทอดผ่านยุคสมัย ทำให้รู้สึกถึงความลึกซึ้งและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่แฝงอยู่ในเครื่องประดับเหล่านี้ ไพลินสีน้ำเงินในพระราชพิธีไม่ใช่แค่สิ่งประดับตกแต่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของพระราชนิยมและมรดกทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จากข้อมูลที่ได้เรียนรู้ เครื่องไพลินที่ทรงในพระราชพิธีสำคัญมีน้ำหนักมากถึง 109.57 กะรัต และเป็นผลงานของ Van Cleef & Arpels ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องประดับชั้นสูงจากฝรั่งเศส การที่ไพลินชุดนี้อยู่ในพระราชวงศ์ไทยและปรากฏในงานพิธีใหญ่ระดับโลกอย่างราชาภิเษกในยุคปัจจุบัน ยิ่งตอกย้ำถึงความงดงามเหนือกาลเวลาของอัญมณีชนิดนี้ นอกจากนี้ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพชรสีน้ำเงินที่หลายคนอาจสับสนกับไพลินก็ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้จักแยกแยะชนิดของอัญมณีที่แท้จริง ซึ่งคดี Blue Diamond Affair ที่เกี่ยวข้องกับเพชรสีน้ำเงินนั้นมีความแตกต่างชัดเจนทั้งในเรื่องเวลาและชนิดอัญมณี ผมเองเคยมีโอกาสได้เห็นภาพพระราชพิธีต่างๆ ผ่านสื่อต่างประเทศและรู้สึกประทับใจในความภูมิฐานของเครื่องประดับที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรง การได้รับรู้เรื่องราวของไพลินและที่มาของเครื่องประดับชุดนี้ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและความสำคัญในทุกรายละเอียดของราชสำนักไทยที่มีต่อวัฒนธรรมและความงดงาม สรุปแล้ว เครื่องไพลินสีน้ำเงินไม่ได้เป็นเพียงอัญมณีที่มีราคาแพงหรือหายากเท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อกลางเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ราชประเพณี และความภักดีที่เชื่อมโยงผ่านกาลเวลาอย่างงดงามและทรงคุณค่า