🥹ถ้ามันไม่ปลอดภัย คือไม่ปลอดภัย ไม่ต้องสะกดจิตตัวเอง
.
เวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น
ความรู้สึกแรกคือสิ่งที่ควรให้ความใส่ใจ
โดยเฉพาะเรื่อง "ความรู้สึกปลอดภัย"
เรื่องนี้ถูกอธิบายในหลายศาสตร์
เช่น ลางสังหรณ์ สัญชาตญาณ (intuition)
gut feeling หรือ sixth sense
และในทางร่างกาย ก็มีคำอธิบายเช่นกัน
.
ร่างกายทุกคนมีระบบที่เรียกว่า "Neuroception"
คือความสามารถของระบบประสาท
ในการ “รับรู้ความปลอดภ ัยหรืออันตราย”
สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ข้ามเหตุผล
ยังไม่ทันคิด และยังไม่ต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย
พูดง่าย ๆ คือ "ร่างกายรู้ก่อนหัว"
.
🥸ตย.บางครั้งเข้าไปบางสถานที่ อยู่กับบางคน
ร่างกายหด เกร็ง อึดอัด ไม่สบายใจ ทั้งที่ยังไม่รู้จัก
หรือไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกันมาก่อน
แต่กับบางสถานที่ บางคน แค่ได้ยินเสียง
แค่อยู่ใกล้ๆ ลมหายใจเรากลับยาวขึ้น
รู้สึกคุ้นเคย ไว้วางใจ และผ่อนคลาย หรือหาว
ทั้งหมดนี้
ไม่ใช่มโน
ไม่ใช่เพ้อเจ้อ
ไม่ใช่คิดไปเอง
แต่มันคือ วิทยาศาสตร์ทางระบบประสาท (neuroscience)
และคือ "ข้อมูลจากร่างกาย"
.
❤️🩹ปัญหาคือ เมื่อร่างกายส่งสัญญาณ “ไม่ปลอดภัย”
เรากลับพยายามใช้ "ความคิด" สะกดจิตตัวเอง เช่น
“สงสัยคิดมากไปเอง”
“ไม่เป็นไรหรอก..มั้ง”
“อดทนไปก่อน..ขออีกนิด”
สิ่งนี้คือการใช้ความคิด
ไปกดสัญญาณเตือนจริงของร่างกายและระบบประสาท
สำหรับบางคนอาจดูไม่ใช่เรื่องใหญ่
แต่สำหรับคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัยเรื้อรัง
หรือมีบาดแผลทางใจ
การมองข้ามสัญญาณจากร่างกาย
แล้วเลือกเชื่อเหตุผลหรือเสียงภายนอก
คือรูปแบบหนึ่งของ "dissociation"
.
หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ
ไม่เข้าใจเหตุผล หรือคิดไม่ได้
แต่เกิดจากประสบการณ์ที่เคย
“เชื่อความรู้สึกตัวเอง..แล้วไม่ปลอดภัย”
สมองจึงเรียนรู้ว่า การเชื่อคนอื่น
เชื่อกฏเกณฑ์ เชื่อหลักการเหตุผล ปลอดภัยกว่า
แต่นั่นคือเรื่องของหัว - ร่างกายไม่ได้ทำงานแบบนั้น
ผลคือ ร่างกายไม่เชื่อ และยิ่งสะกดจิต ฝืน บังคับ
ความรู้สึกไม่ปลอดภัยจะยิ่งฝังลึกขึ้น ❤️🩹
ในมุม trauma-informed
ความรู้สึกปลอดภัยคือเ รื่องส่วนบุคคล
เราไม่สามารถทำสิ่งเดียวกัน
เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกันได้
สิ่งที่ทำได้คือ "เคารพสัญญาณที่ร่างกายบอก"
trauma-informed ไม่ใช่การบอกว่า “ไม่เป็นไร”
แต่คือเห็นตามจริงว่า “ตอนนี้ ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยและมันโอเค”
.
😵💫หลายคน (รวมตัวเองในอดีต) มีคำถามต่อว่า
รู้แบบนี้แล้ว แล้วจะทำยังไงให้หายเร็วๆ?
เหตุผลลึกๆ คือทนความรู้สึกอึดอัดตอนนี้ไม่ไหว
คำตอบไม่ใช่วิธีการ
แต่คือคำถามที่อ่อนโยนต่อร่างกายว่า
“ตอนนี้ จะอยู่กับตัวเองอย่างไร
ให้ความอึดอัดนี้เบาลงได้สักนิดหนึ่ง”
.
เพราะความรู้สึกปลอดภัย
ไม่ได้เกิดจากการโน้มน้าว
ไม่ได้เกิดจากเทคนิค วิธีการ
และไม่ได้เกิดจากการฝืน
แต่เกิดจากการที่ร่างกายได้ชะลอ
ถูกฟัง และได้เลือกในแบบที่เหมาะกับตัวเอง 👌
---
🔎 Trauma-Informed Lens 🧠
1.Neuroception — Polyvagal Theory โดย Stephen Porges
2.ทำงานผ่าน vagus nerve, brainstem, limbic system ไม่ได้ผ่านเหตุผล | ร่างกายประเมิน ความปลอดภัย หรือ อันตราย จากน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง บริบท ฯลฯ
3.Trauma-informed principle - Trauma is not a uniform experience. เราไม่สามารถทำสิ่งเดียวกัน เพื่อให้คนแต่ละคนรู้สึกเหมือนกันได้
4.ความรู้สึกแรกคือสิ่งที่ควรให้ความใส่ใจ (ไม่ได้แปลว่าเป็นข้อเท็จจริงเสมอ) แต่ความรู้สึกปลอดภัยคือข้อมูล (data) สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
5.Dissociation หรือการตัดขาดจากร่างกาย อาจมีสาเหตุจากบาดแผลในวัยเด็ก (Childhood Trauma) เรื่องนี้ไว้มีโอกาสจะมาเล่าต่อค่ะ
--
🌸 DeEgo: ร่างกายไม่เคยโกหก และการฟังร่างกาย ไม่ใช่การคิดไปเอง แต่มันคือ การกลับมาอยู่ข้างตัวเองอีกครั้ง | ทีมฟังร่างกาย 🧠💛
.
.
👉 www.yogadeeego.com
🌈 @yogadeego
.
.
#DeEgoEmbodimentYoga #TraumaInformedYoga #โยคะฟังร่างกาย #NervousSystemCare #SomaticHealing #EmbodimentPractice #YogaforNervousSystem #NervousSystemRegulation
#TraumaRecovery #โยคะอ่อนโยนเพื่อร่างกายและระบบประสาท #บาดแผลทางใจ #สุขภาพจิต







