1/14 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลังดู Burnout Syndrome EP.7 จบ เรารู้สึกเลยว่าคำว่า “หมดไฟ” มันไม่ได้มาแบบปังๆ ทีเดียว แต่มันค่อยๆ สะสมจากเรื่องเล็กๆ จนวันหนึ่งไม่อยากทำอะไร ทั้งที่เมื่อก่อนเคยตื่นเต้นกับมันมาก ตอนดูคือมีหลายซีนที่เหมือนโดนสะกิดใจ เพราะมันคล้ายช่วงที่เราเคยเจอ “ภาวะรักคนหมดไฟ” คือไม่ได้หมดรักนะ แต่เหนื่อยจนไม่เหลือแรงจะรักให้เหมือนเดิม สิ่งที่เราชอบใน EP.7 คือมันทำให้เห็นว่า burnout ไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นอ่อนแอ แต่อาจเป็นคนที่พยายามมานานเกินไป แบกความคาดหวัง (ของตัวเองและคนอื่น) จนระบบข้างในมันล้าไปหมด แล้วมันจะออกอาการเป็นหลายแบบมาก เช่น ขี้หงุดหงิดง่าย รู้สึกเฉยๆ กับสิ่งที่เคยชอบ สมาธิสั้น นอนไม่หลับ หรือบางคนเป็นแบบ “ยิ้มได้ แต่ข้างในไม่ไหวแล้ว” ถ้าใครดู Burnout Syndrome EP.7 แล้วรู้สึกเหมือนตัวเอง เราลองใช้ 3 เช็กลิสต์นี้ประเมินตัวเองแบบไม่กดดันนะ 1) ช่วงนี้ตื่นมาแล้วรู้สึกหนักไหม เหมือนไม่อยากเริ่มวัน 2) มีอะไรที่เคยชอบ แต่ตอนนี้ไม่อิน/ไม่อยากทำเลยหรือเปล่า 3) พอมีคนทักหรือขอให้ทำอะไร เพิ่มเติมแล้วรู้สึก “ต่อต้าน” ขึ้นมาทันทีไหม ส่วนสิ่งที่เราลองทำแล้วช่วยได้ (ไม่ได้หายทันที แต่เบาลงจริง) - ลดงาน/ลดภาระที่ไม่จำเป็นก่อน 1 อย่าง (แค่ 1 อย่างก็พอ) เพื่อให้สมองได้พัก - ตั้งขอบเขตการตอบแชท/งาน เช่น หยุดเช็กงานหลัง 2 ทุ่ม หรือกำหนดเวลาเช็กเป็นรอบๆ - ทำ “พักแบบไม่รู้สึกผิด” 20–30 นาที/วัน เช่น เดินเงียบๆ ฟังเพลง อาบน้ำอุ่น หรือดูซีรีส์แบบไม่ต้องคิดเยอะ - ถ้าเป็น “ภาวะรักคนหมดไฟ” เราลองคุยตรงๆ ว่าช่วงนี้เหนื่อย ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เบื่อคนรัก แค่อยากได้พื้นที่หายใจ แล้วค่อยกลับมาดูแลกัน EP.7 ทำให้เราจำได้เลยว่า ความรัก/การทำงาน/การใช้ชีวิต ไม่ควรต้องแลกด้วยการเผาตัวเองจนหมด ถ้าตอนนี้ใครกำลังหมดไฟอยู่ อยากบอกว่าไม่ได้แปลว่าพังนะ แปลว่าเราควรพัก และค่อยๆ เติมไฟใหม่ในแบบของเราเอง