ฟ้าผ่าวิ่งลงมาจากฟ้า? ผิด — จริงๆ มันวิ่ง “ขึ้น”

รู้ไหม? แสงฟ้าผ่าที่ตาเราเห็น จริงๆ แล้ววิ่ง "ขึ้น" จากพื้นสู่เมฆ ไม่ใช่ลงมา

เลื่อนดู 6 สไลด์ เข้าใจกลไกฟ้าผ่าแบบครบ ตั้งแต่เมฆกลายเป็นแบตเตอรี่ 100 ล้านโวลต์ จนถึงแสงวาบที่ร้อนกว่าผิวดวงอาทิตย์ 5 เท่า

กดไลก์ · ติดตาม · แชร์ให้เพื่อนที่ยังไม่รู้

ผม Zole Dream แล้วเจอกันครับ

#ฟ้าผ่า #สาระน่ารู้ #วิทยาศาสตร์ #zoledream #zoledreamknowledge

7/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยสังเกตการณ์ฟ้าผ่าช่วงที่ฝนตกหนัก ความเชื่อทั่วไปมักคิดว่าฟ้าผ่าวิ่งลงมาจากฟ้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลังจากได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฟ้าผ่า พบว่าแสงฟ้าผ่าที่ตาเราเห็นนั้นจริงๆ แล้วคือแสงไฟที่วิ่งจากพื้นดินขึ้นสู่เมฆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงข้ามกับภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยอย่างมาก กลไกนี้เริ่มจากเมฆที่มีลักษณะเหมือนแบตเตอรี่ยักษ์ขนาด 100 ล้านโวลต์ โดยภายในเมฆมีการแยกประจุบวกและประจุลบที่ชัดเจน ประจุบวกจะลอยขึ้นบนยอดเมฆ ในขณะที่ประจุลบจะจมลงฐานเมฆ ดันให้พื้นดินกลายเป็นประจุบวกแรงสูง เมื่อประจุเหล่านี้สร้างแรงดันไฟฟ้าสูงมาก รอการปลดปล่อย พอประจุลบในเมฆพยายามเดินทางลงมา สายฟ้าล่องหนจะวิ่งลงมาเป็นช่วงสั้นๆ ใกล้พื้นดินประมาณ 46 เมตร จากนั้นพื้นที่สูงอย่างต้นไม้หรือสิ่งก่อสร้างจะส่งสายประจุบวกวิ่งขึ้นไปหาสายฟ้าล่องหนที่ลงมาก่อน ทำให้แสงไฟวิ่งขึ้นจากพื้นสู่เมฆอย่างรวดเร็วจนเกิดแสงวาบที่ร้อนกว่า 30,000 องศาเซลเซียส หรือร้อนกว่าผิวดวงอาทิตย์ถึง 5 เท่า แสงวาบนี้เองที่ตาเราเห็นและเข้าใจผิดกันว่าเป็นสายฟ้าที่วิ่งลงมา ซึ่งความจริงแล้วเป็นไฟที่วิ่งขึ้นสู่เมฆ พร้อมเสียงฟ้าร้องที่เกิดจากการขยายตัวของอากาศอย่างรวดเร็ว การเข้าใจกลไกนี้ช่วยเพิ่มความรู้และเปิดมุมมองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฟ้าผ่า รวมถึงช่วยสร้างความระมัดระวังและความเคารพต่อธรรมชาติอย่างมากขึ้นในเวลาที่ฟ้าผ่ากำลังเกิดขึ้น ดังนั้นครั้งหน้าถ้าพบเจอฟ้าผ่า ลองจำไว้ว่าแม้สายฟ้าจะดูเหมือนลงมาจากฟ้า แสงไฟจริงๆ แล้วกำลังวิ่งขึ้นสู่เมฆ และนั่นคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่งและซับซ้อนกว่าที่เราคิดมากทีเดียว