ความสำเร็จของแต่ละคนมี ”ไทม์ไลน์“ ไม่เท่ากัน
เมื่อ "บ้าน" ไม่ใช่ "เซฟโซน" เสมอไป
ในสังคมต่างจังหวัด "ข่าวรั่วไวกว่าเน็ต 5G" เสียอีกครับ แค่ก้าวเท้าเข้าบ้านวันแรก ข่าวก็กระจายไปสามบ้านแปดบ้านแล้วว่าลูกบ้านนั้นเรียนจบกลับมาแล้วนะ และสิ่งที่ตามมาติดๆ คือคำถามชุดใหญ่ที่ฟังดูเหมือนหวังดีแต่มัน "ทิ่มแทง" เข้าไปถึงข้างใน ทั้งเรื่องจบมานานหรือ ยัง ทำไมยังไม่มีงาน ทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ สำหรับคนถามมันอาจจะเป็นแค่การชวนคุยแก้เขินตามประสาคนต่างจังหวัดที่ชอบทักทายกัน แต่สำหรับคนที่กำลังแบก Resume และความกดดันไว้บนบ่า คำถามพวกนี้มันเหมือนการ "ตอกย้ำความล้มเหลว" ซ้ำๆ ในทุกวัน
โลกมันเปลี่ยนไป แต่ "ไม้บรรทัด" ของเขายังเหมือนเดิม
ความท็อกซิกส่วนหนึ่งเกิดจาก ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ที่กว้างมาก พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในสมัยก่อนเขาโตมาในยุคที่ตลาดงานไม่ได้ซับซ้อนขนาดนี้ เขาเชื่อมั่นในสูตรสำเร็จที่ว่า "เรียนจบปุ๊บต้องได้งานปั๊บ" หรือ "ถ้าไม่ขี้เกียจยังไงก็มีงานทำ" พอเขาเห็นเรานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เขาก็เหมารวมไปแล้วว่าเรา "เลือกงาน" หรือไม่ก็ "ขี้เกียจ"
เขาไม่เข้าใจหรอกว่าสมัยนี้การจะสอบเข้าทำงานสักที่ โดยเฉพาะสายราชการหรือองค์กรดีๆ มันต้องสู้กับคนเป็นหมื่น การคัดเลือกมันซับซ้อน และการแข่งขันมันสูงลิบโลก ความไม่เข้าใจตรงนี้แหละที่กลายเป็นคำบ่นที่บั่นทอนกำลังใจเราที่สุด
"เสียของ" คำตัดสินที่เจ็บปวด
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ "บรรทัดฐานความสำเร็จที่ต้องมองเห็นได้" ในสายตาคนต่างจังหวัด ถ้าคุณไม่ได้ใส่ชุดฟอร์มเท่ๆ ออกไปทำงานทุกเช้า หรือไม่ได้สอบติดราชการ (ชุดกากีที่เป็นที่สุดของความภูมิใจ) ต่อให้คุณจะขยันช่วยพ่อแม่ทำนา หรือช่วยขายของที่บ้านขนาดไหน เขาก็ไม่ได้มองว่าคุณกตัญญู แต่มักจะถูกมองว่า "เรียนมาสูงเสียเปล่า แต่เอาตัวไม่รอด" คำว่า "เสียของ" มันสะท้อนว่าเขาให้ค่าปริญ ญาเป็นแค่เครื่องมือหาเงินและหน้าตา มากกว่าความรู้ที่เราพยายามสะสมมา
เมื่อเราเริ่ม "ท็อกซิกใส่ตัวเอง"
แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่คำพูดคนอื่นครับ มันคือการที่เราเริ่ม "สงสัยในตัวเอง" เมื่อเราต้องตื่นมาเจอกับสายตาผิดหวังของพ่อแม่ทุกวัน เราจะเริ่มตั้งคำถามว่า "เราเรียนมา 4 ปีเพื่อมาเป็นภาระของบ้านจริงๆ เหรอ?" ยิ่งพอเปิดโซเชียลไปเห็นเพื่อนร่วมรุ่นโพสต์รูปชุดพนักงานออฟฟิศใจกลางเมือง โพสต์รูปเงินเดือนก้อนแรก หรือไปเที่ยวที่สวยๆ มันจะเกิดอาการที่เรียกว่า Quarter-Life Crisis ทันที
เราจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง กลายเป็นคนขี้แพ้ในสายตาคนรอบข้าง และสุดท้ายเราก็เริ่มยอมรับเอาความท็อกซิกเหล่านั้นมาทำร้ายจิตใจตัวเอง จนไม่มีพลังจะลุกขึ้นไป สู้ต่อ











































