Automatically translated.View original post

Start of It's SLOW Bar Coffee

It's Slow bar Coffee EP.1

Before there was our little cafe.

It starts with a single coffee boiler. ☕🤎

Three years ago, we and our girlfriend were just people

Very much in love with the aroma of coffee.

We started with

Brew by yourself at home

Trial and error

Watch the clip. Learn by yourself.

Until one day, try to make a friend who works to eat

And then someone said,

"Sell it."

That word really changed everything.

Our first device was the Moka Pot.

Bialetti's meeting.

The price is almost 1,500 baht.

Standing thinking for a while

Because for us at that time

It's not the right thing.

But finally bought

And it became

The beginning of everything.

From the fun brew.

Become a supplementary income.

From supplementary income.

Become a dream.

And today,

It's slowly growing.

It's Slow Bar. ☕🌿

This is just the beginning.

Ep. Next will tell that

How did we sell the first glass?

# A little cafe

# Open a coffee shop

# CoffeeStory

# Slowbar

# ItSlowBar

2/24 Edited to

... Read moreหลายคนทักมาถามบ่อยว่า “slow bar coffee คืออะไร” และต่างจากร้านกาแฟทั่วไปยังไง จากประสบการณ์ของเรา slow bar คือการชงกาแฟแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นความตั้งใจและรายละเอียดมากกว่าความเร็ว ลูกค้าจะได้เห็นขั้นตอน ได้คุยเรื่องรสชาติ เมล็ดกาแฟ หรือวิธีสกัดที่เราชอบ เหมือนมานั่งพักใจมากกว่ามารับกาแฟแบบรีบ ๆ ถ้าใครอยากเริ่มทำ slow bar coffee แบบที่บ้าน (หรือค่อย ๆ ลองขาย) เราแนะนำให้เริ่มจาก “อุปกรณ์หลัก 1 ชิ้น + วัตถุดิบที่ดี” ก่อน ของเราเริ่มจาก Moka Pot เลย เพราะใช้ง่าย ไม่ต้องใช้ไฟแรงมาก และให้กาแฟที่เข้มกว่าดริป เหมาะกับคนชอบกาแฟดำหรืออยากทำเป็นนมก็ได้ ตัวที่เราเจอและตัดสินใจซื้อคือ Bialetti (ตอนนั้นราคาประมาณหลักพันกลาง ๆ) ยอมรับว่าคิดนานมาก แต่พอได้ใช้จริงมันคุ้ม เพราะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นให้เราฝึก “ความสม่ำเสมอ” ของรสชาติ ทริคเล็ก ๆ สำหรับ Moka Pot ที่ช่วยให้รสชาตินุ่มขึ้น (เราใช้แล้วเวิร์ก): - ใช้น้ำร้อนเติมในหม้อล่างแทนน้ำเย็น จะช่วยลดเวลาที่ผงกาแฟโดนความร้อนนานเกินไป ทำให้ขมน้อยลง - ไฟกลางถึงอ่อน ไม่ต้องเร่งไฟแรง เพราะจะทำให้กาแฟพุ่งและไหม้ง่าย - เลือกบดระดับกลางค่อนละเอียด (ไม่ละเอียดเท่าเอสเปรสโซ) แล้วไม่กดอัดผงกาแฟแน่น - พอกาแฟไหลออกมาเริ่มสีอ่อน ให้ยกลงจากเตาได้เลย จะได้ไม่ติดรสขมปลาย ๆ ในมุมของการทำ “slow bar” ให้คนอื่นดื่ม สิ่งที่ทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือประสบการณ์ เราลองทำให้เพื่อนที่ทำงานชิมก่อน ปรับสูตรจากฟีดแบ็กจริง เช่น บางคนชอบเข้ม บางคนชอบนุ่ม เราเลยเริ่มจดสัดส่วนที่ใช้ (ปริมาณผงกาแฟ/น้ำ/ระดับไฟ/เวลาที่กาแฟเริ่มไหล) แล้วค่อย ๆ ทำให้ได้มาตรฐานของตัวเอง ถ้าคิดจะต่อยอดเป็น slow bar coffee แบบขายจริง แนะนำเริ่มจากเมนูไม่เยอะค่ะ เช่น กาแฟดำ 1 แบบ + กาแฟนม 1 แบบ แล้วค่อยเพิ่มชา/มัทฉะทีหลัง (ในรูปเราก็เคยลองทำเครื่องดื่มใส่ขวดหลายแบบเหมือนกัน) สุดท้ายอยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ แค่มี Moka Pot ดี ๆ สักใบ ความตั้งใจ และการลองผิดลองถูก ก็พาเราไปไกลกว่าที่คิดได้จริง ๆ