Automatically translated.View original post

10 reasons. ❌ You don't want to go to school.

We have kindergarten, we have one semester of kindergarten, and you like to say, I don't want to go to school. 😅

But by observing and asking the teacher for redemption, and by asking her every day, there was no big problem.

Of the 10 reasons listed above,

Our child has problems 1, 2, 5, 7.

Well, I'm very addicted to my mother. I still don't know the teacher, I have to adjust. There are some things that you don't like, but I have to do. My mood is like being discouraged 😅, so it's not fun. I don't want to go to school.

But!!!After a month, you've adapted very well.

There are some complaints that I don't want to go to school.

But I got up early. I didn't bend. 🥰

Gotta give the baby time to adjust.

Beginning to have best friends. Beginning to be assertive.

Start inviting friends to talk during school hours 😄

✨ children are better than we thought.

# Children's school # Mom should know # My story # Direct experience # Kindergarten

2025/11/11 Edited to

... Read moreถ้าใครกำลังค้นหา “โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ” แล้วเจอสถานการณ์เดียวกับบ้านเรา คือ ลูกวัยอนุบาลบอกว่าไม่อยากไปโรงเรียน อยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องแปลว่าโรงเรียนไม่ดีเสมอไปนะคะ หลายครั้งเป็น “ช่วงปรับตัว” ของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งเข้า อนุบาล 1 ใหม่ๆ บ้านเราใช้วิธีเริ่มจากสังเกตให้ชัดก่อนว่า ลูกไม่อยากไปโรงเรียนเพราะอะไร (บางวันแค่ไม่อยากตื่นเช้า บางวันติดแม่ บางวันกังวลเรื่องเพื่อน) แล้วค่อยคุยกับครูแบบไม่กล่าวโทษ เช่น “ช่วงนี้น้องดูยังไม่ค่อยคุ้นกับครู/กิจกรรม มีอะไรที่คุณครูสังเกตเพิ่มไหมคะ” การได้ข้อมูลจากครูช่วยมาก เพราะบางอย่างที่บ้านไม่เห็น เช่น เวลาทำกิจกรรมกลุ่ม ลูกอาจยังไม่กล้าพูด หรือกลัวทำผิด สิ่งที่ช่วยบ้านเราในช่วงเช้า (ที่ทำให้ไม่งอแง) คือทำ “รูทีนเดิมทุกวัน” ให้คาดเดาได้ เช่น ตื่น-ล้างหน้า-แต่งตัว-กินเช้า-ออกบ้าน เวลาใกล้เคียงกัน และพยายามไม่ต่อรองตอนหน้าประตูโรงเรียน เพราะยิ่งยืดเวลา เด็กยิ่งลังเล เราใช้ประโยคสั้นๆ ซ้ำๆ เช่น “แม่มาส่งแล้ว แม่ไปรับหลังเลิกเรียนแน่นอน” แล้วส่งให้ครูรับต่อทันที อีกอย่างที่เวิร์กคือ “ซ้อมแยกกันแบบค่อยเป็นค่อยไป” ที่บ้าน เช่น ให้ลูกอยู่กับญาติ/พี่เลี้ยงช่วงสั้นๆ แล้วค่อยเพิ่มเวลา เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าพ่อแม่หายไปแล้วกลับมารับจริง รวมถึงเล่าให้ลูกฟังล่วงหน้าเป็นขั้นตอนว่าไปโรงเรียนจะเจออะไรบ้าง (เจอคุณครู ทำกิจกรรม กินข้าวกลางวัน นอนกลางวัน แล้วแม่มารับ) เด็กอนุบาลหลายคนสบายใจขึ้นเมื่อรู้ลำดับเหตุการณ์ ถ้าลูกบอกว่า “ไม่มีเพื่อน” เราจะไม่รีบสอนให้ “ต้องมีเพื่อนเยอะๆ” แต่จะช่วยตั้งเป้าเล็กๆ เช่น วันนี้ลองยิ้มให้เพื่อน/ขอยืมสี/นั่งใกล้เพื่อนคนนึง แล้วกลับมาชวนเล่าว่าได้ทำไหม บางบ้านอาจช่วยด้วยการนัดเจอเพื่อนนอกเวลาเรียนสั้นๆ เพื่อให้คุ้นกันเร็วขึ้น สุดท้าย ถ้าลูกไม่อยากไปโรงเรียนต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ร้องไห้หนักขึ้น นอนไม่หลับ ปวดท้องก่อนออกบ้านบ่อย หรือมีร่องรอยบาดเจ็บ/กลัวแบบผิดปกติ แนะนำคุยกับครูและโรงเรียนแบบจริงจังอีกครั้ง เพื่อเช็กว่าเป็นเรื่องการปรับตัวทั่วไป หรือมีปัจจัยอื่นที่ต้องช่วยกันแก้ค่ะ สำหรับบ้านเรา พอให้เวลา + สื่อสารกับครู + ทำรูทีนเดิมๆ ผ่านไปประมาณ 1 เดือน ลูกดีขึ้นมาก เริ่มมีเพื่อน เริ่มกล้าแสดงออก ถึงยังมีบ่นบ้างแต่ไปได้แบบไม่งอแงค่ะ