วัดบุพพาราม วัดอุปปา วัดอุปปาใน หรือ วัดเม็ง สร้างในสมัยพญาแก้ว (พ.ศ. 2039–2069) มีบันทึกใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ถึงการสร้างวัดนี้ว่า หลังจากที่พญาแก้วได้อภิเษกแล้วในปีที่สอง ได้โปรดให้สร้างอารามขึ้นอารามหนึ่ง ในหมู่บ้านที่พระราชปัยกา (พระเจ้าติโลกราช) ครั้งเป็นยุพราช และพระบิดาของพระองค์ (พญายอดเชียงราย) เคยประทับมาก่อน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรง จุลศักราช 858 (พ.ศ. 2040) พระองค์ตั้งชื่ออารามว่า "บุพพาราม" มีความหมายว่า "อารามตะวันออก" ซึ่งหมายถึงอารามนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของราชธานีนครเชียงใหม่ ต่อมาในปีที่ 3 ของการครองราชย์ พญาเมืองแก้วทรงโปรดให้สร้างปราสาทขึ้นองค์หนึ่งท่ามกลางมหาวิหาร ในอารามนั้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และย่างเข้าปีที่ 4 พญาเมืองแก้วทรงฉลองพระไตรปิฎกฉบับลงทองและหอพระมณเฑียรธรรม ที่พระองค์โปรดให้สร้างไว้ในวัดบุพพาราม ตามที่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์ว่า

พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราชองค์นี้ หลังจากได้อภิเษกแล้ว ในปีที่ ๒ ได้โปรดให้สร้างอารามขึ้นอารามหนึ่งในหมู่บ้านที่พระราชปัยกาครั้งเป็นยุพราช และพระบิดาของพระองค์เคยประทับมาก่อน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง จุลศักราช ๘๕๘ (พ.ศ. ๒๐๔๐) และพระองค์ตั้งชื่ออารามนั้นว่า ปุพพาราม แปลว่าอารามก่อน โดยหมายถึงอารามนั้นมีอยู่ด้านทิศบูรพา (ทิศที่ตะวันขึ้นที่นั่นก่อน) แห่งราชธานีนครเชียงใหม่ ต่อแต่นั้นมา ย่างเข้าปีที่ 3 เป็นปีมะเมีย พระองค์ทรงสร้างปราสาทขึ้นองค์หนึ่งท่ามกลางมหาวิหารในอารามนั้น เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปฏิมา ต่อแต่นั้น ย่างเข้าปีที่ 4 เป็นปีระกา พระเจ้าพิลกปนัดดาธิราชทรงฉลองพระไตรปิฎกฉบับลงทองและหอพระมณเทียรธรรมที่พระองค์โปรดให้สร้างไว้ในวัดปุพพาราม

— ชินกาลมาลีปกรณ์

[1]

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ทรงนิมนต์พระมหาสังฆราชาปุสสเทวะให้มาจำพรรษา ณ วัดบุพพาราม และทรงสร้างพระพุทธรูปเงิน 1 องค์

เจ้าพระญาแก้วภูตาธิปติราชะเจ้าได้เปนพระญาแล้ว เจ้าค็กะทำบุญเปนต้นว่า ส้างปุพพาราม แล้วไพราทธนามหาสังฆราชาปุสสเทวะมาเปนสังฆนายกะรักษาพระเจ้าในอารามนั้นแล ในขณะอันเวนอารามหื้อเปนทานนั้น แผ่นดินไหวเปนอัจฉริยะนัก ลวดส้างพระพุทธรูปเงินองค์ ๑ ฐปนาไว้ปุพพารามหั้นแล

— ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

[2]

ภายหลังการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2362 พระยาธรรมลังกา เจ้าเมืองเชียงใหม่ โปรดให้สร้างวิหารหลังเล็ก ตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า

สกราช ๑๑๘๑ ตัว ปลีกัดเหม้า เดือน ๘ เพง เมงวัน ๕ เจ้ามหาเทพตนเปนราชนัตตาเปนปฐมมหามูลสัทธา ค็ได้ส้างยกปกยังวิหารวัดพานอ้น พระเปนเจ้าเปนมหาสัทธาค็ได้ปกวิหารวัดป้านพิง วัดดอกฅำ วัดเชียงยืน สาลาเทส วิหารวัดปุพพาหลังวันออก วันเดียวกัน

— ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่

[3]

รายชื่อวัดและนิกายสงฆ์โบราณซึ่งสำรวจเมื่อพ.ศ. 2400 โดยหนานอุ่นเมือง กองธรรมการสงฆ์เชียงใหม่ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ระบุว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดนิกายเม็ง (มอญ) อยู่ในหมวดอุโบสถวัดพันตาเกิน (วัดชัยศรีภูมิ์) ขึ้นกับวัดมหาวัน จึงมีอีกชื่อว่าวัดเม็ง และวัดอุปปาใน คู่กันกับวัดชัยมงคลที่เรียกว่าวัดอุปปานอก[4]

วัดบุพพารามได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2070 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนและขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 96 ตอน 145 วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2522 หน้า 2953 พื้นที่โบราณสถาน ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 87 ตารางวา[5]#วัดบุพพาราม

2/28 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมวัดบุพพารามถือเป็นหนึ่งในวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองและความศรัทธาของชาวล้านนาในอดีต นอกจากข้อมูลจากชินกาลมาลีปกรณ์และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ที่ระบุว่าวัดนี้ก่อตั้งในรัชสมัยของพญาแก้ว และมีการสร้างพระพุทธรูปเงินเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความศรัทธาแล้ว ยังมีการบูรณะและฟื้นฟูวัดนี้ในยุคหลังเพื่อรักษามรดกวัฒนธรรมไว้ให้คนรุ่นหลังได้เยี่ยมชม จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่เคยไปเยือนวัดบุพพาราม บรรยากาศภายในวัดยังคงสงบร่มรื่นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ แม้บางส่วนของวัดจะมีการบูรณะใหม่แต่ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะล้านนาไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่าชื่อวัด "บุพพาราม" มีความหมายว่า "อารามตะวันออก" ซึ่งแสดงถึงการวางผังของเมืองและแนวคิดทางศาสนาในยุคสมัยนั้น สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา วัดบุพพารามเป็นสัญลักษณ์ที่ดีในการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา วัฒนธรรม และการปกครองในอดีต ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้วยังเป็นศูนย์กลางรวมใจของชุมชนในท้องถิ่น วัดนี้ยังได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทำให้มีการอนุรักษ์และดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ข้อมูลที่ระบุในภาพว่า "วัดบัพขารําม สร้างถวายโดยนายนนท์ หิรัญเชรษฐ์ อุทิศให้พ่อเจริญ แม่บัวผัด หิรัญเชรษฐ์" ยังสะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของบุคคลในชุมชนร่วมสืบสานและดูแลวัดให้คงอยู่ต่อไปในปัจจุบัน ถือเป็นการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างมีความหมาย ที่สำคัญคือการรักษาประวัติศาสตร์วัดนี้ให้ยั่งยืนและเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างแท้จริง

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ แม้ว
แม้ว

🙏🏻🙏🏻🙏🏻 ครับ❤️