วัดพระเจ้าเม็งราย เดิมชื่อว่า วัดคานคาด คงจะเพี้ยนมาจากคำว่า กาละก้อด หรืออาจมีความหมายว่า ไม้คานหามพระพุทธรูปมาคาด หรือกร่อนจาก จนเกือบจะนำมาใช้หามพระพุทธรูปต่อไปอีกไม่ได้ จึงตั้งว่า วัดคาดคอด[1] ยังมีอีกชื่อว่า วัดศรีสร้อยท้าเจ่ง เปลี่ยนชื่อมาเป็น "วัดพระเจ้าเม็งราย" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สันนิษฐานว่าเป็นพระอารามหลวงแห่งที่สามที่พญามังรายทรงสร้างขึ้น สำนักงานพระพุทธศาสน าแห่งชาติระบุว่าตั้งวัดและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 1839[2]
วัดมีโบราณวัตถุที่สำคัญเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ มีชื่อเรียกว่า พระเจ้าค่าคิงพญามังราย สูงประมาณ 540 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปยืนสมัยต้นเชียงใหม่เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่ง เรื่องราวของพระพุทธรูปองค์นี้ปรากฏในตำนานเมืองเชียงใหม่และในพงศาวดารโยนก[3] ปูชนียวัตถุอื่น ๆ ได้แก่ พระพุทธรูปที่จำลองจากพระพุทธสิหิงค์ สร้างโดยศรีสัทธัมมะมหาสังฆราชเมื่อ พ.ศ. 2012 ประดิษฐานในวิหารใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 86 เซนติเมตร และยังมีกลุ่มพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริดอีกหลายองค์ เป็นรูปแบบของพระพุทธรูปปางมารวิชัย ในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 พระพุทธรูปปางลีลาสกุลช่างเชียงใหม่ สำริดปิดทองพุทธศตวรรษที่ 21–22 ประดิษฐานอยู่ในวิหารน้อย[4]#ว ัดพระเจ้าเม็งราย
นอกจากพระเจ้าค่าคิงที่เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติขนาดสูง 540 เซนติเมตรแล้ว วัดพระเจ้าเม็งรายยังเก็บรักษาโบราณวัตถุอื่นๆ ที่สำคัญไว้อีกหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปจำลองพระพุทธสิหิงค์ที่สร้างขึ้นโดยศรีสัทธัมมะมหาสังฆราช ซึ่งตั้งอยู่ในวิหารใหญ่ และพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริดที่มีเอกลักษณ์แบบครุฑปราสาทในการแกะสลัก เรียกได้ว่าแต่ละองค์มีความงดงามและมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่ง จากที่ได้ไปเยือนด้วยตนเอง ความสงบเงียบของวัดช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และทำให้มีเวลาสำรวจอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพญามังรายและการสร้างวัดได้อย่างละเอียด บรรยากาศโดยรอบช่วยเติมเต็มความรู้สึกประทับใจและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่อย่างลึกซึ้ง หากใครสนใจศิลปะและประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยโบราณ วัดพระเจ้าเม็งรายถือเป็นจุดที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชม นอกจากจะได้ชมพระเจ้าค่าคิงและพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ แล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงความเป็นมาของวัดที่สืบทอดความเชื่อและศิลปะหลากหลายยุคสมัยด้วย


























