วัดดับภัยตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2120 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2525 ชื่อเดิมคือ วัดอภัย หรือ วัดตุงกระด้าง ตามตำนานเล่าว่า เมื่อพญาอภัย ได้ล้มป่วยจึงมีการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างไรก็ไม่ทุเลา จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าพระพักตร์ พระเจ้าดับภัย ขอให้อาการป่วยทุเลาลงซึ่งปรากฏว่าอาการเจ็บป่วยก็หายไปโดยฉับพลัน หลังจากนั้นพญาอภัย จึงได้ให้ลูกหลานและบริวารตั้งบ้านเรือนใกล้ ๆ บริเวณแห่งนี้และบูรณปฏิสังข รณ์พร้อมกับเรียกชื่อวัดว่า "วัดดับภัย"[1] พร้อมกับอัญเชิญพระดับภัยมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้[2]
อาคารเสนาสนะที่สำคัญ ได้แก่ วิหารศิลปะล้านนา หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้นพรรณพฤกษา ภายในพระวิหารประดิษฐานพระเจ้าดับภัย อุโบสถศิลปะล้านนาหน้าบันประดับด้วยปูนปั้นพรรณพฤกษาและดอกบัวบนกระจกสีฟ้า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย และเจดีย์ศิลปะล้านนาตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมถัดขึ้นไปเป็นชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยมซ้อนกันสามชั้น เหนือขึ้นไปจากนี้หุ้มด้วยทองจังโก ภายในวัดยังมีบ่อน้ำอยู่หน้าวิหาร เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สมัยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์[3]#วัดดับภัย
จากการเยี่ยมชมวัดดับภัยด้วยตัวเอง สิ่งที่ประทับใจอย่างมากคือความสงบร่มรื่นและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ปราณีตอย่างยิ่ง วิหารที่นี่โดดเด่นด้วยลายปูนปั้นพรรณพฤกษาที่มีความละเอียดอ่อน บ่งบอกถึงศิลปะล้านนาอย่างแท้จริง บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่หน้าวิหารยังมีความโดดเด่นและเป็นที่เล่าขานว่าช่วยส่งเสริมความเป็นสิริมงคลให้ผู้มาเยือน สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดคือการได้เห็นพระเจ้าดับภัยประดิษฐานภายในวิหาร พระพุทธรูปปางมารวิชัยและเจดีย์ที่ใช้ทองจังโกหุ้มต่างแสดงถึงความศรัทธาและความวิจิตรที่สะท้อนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของคำไหว้หลวงพ่อดับภัย ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่แสดงถึงความเลื่อมใสและวัฒนธรรมจารีตของชุมชน ลวดลายและคำสวดบนบานหน้าต่างกระจกสีเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ โดยส่วนตัวผมพบว่าการมาเยือนวัดดับภัยไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมล้านนา แต่ยังเป็นโอกาสดีในการสัมผัสวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวล้านนาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งทำให้รู้สึกเกิดความผูกพันและได้นำความประทับใจนี้กลับมาแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจศิลปะและวัฒนธรรมไทยล้านนาอย่างแท้จริง



























