#Repost @historia.history with @use.repost
・・・
HISTÓRIA GERAL
Por muito tempo, a história nos foi apresentada como uma sucessão de reinos e batalhas, uma tapeçaria tecida com os fios da política e da economia. No entanto, as descobertas mais comoventes são aquelas que nos lembram que a história é, acima de tudo, a ciência das almas humanas. Em 2015, o mundo acadêmico foi apresentado a uma dessas raras janelas para a alma, graças a um achado que transcende a arqueologia tradicional e adentra o campo da fé, da arte e da espiritualidade. Refiro-me à estátua chinesa de Buda que, para o espanto de todos, guardava em seu núcleo de ouro não um simples relicário, mas o corpo mumificado de um mestre.
A peça em questão, uma estátua dourada de Buda datada dos séculos XI ou XII, fazia parte do acervo particular de um colecionador holandês. De origem chinesa, a obra já era, por si só, um artefato de valor inestimável, um testemunho da ourivesaria e da devoção budista do período da dinastia Song (960-1279), uma era de florescimento cultural e consolidação do budismo Chan (Zen) na China. A estátua retratava Buda em meditação, na pose tradicional de dhyana mudra, um símbolo de equilíbrio e iluminação interior. O que ninguém poderia imaginar era o quão literal seria essa representação da busca interior.
A suspeita surgiu quando, durante uma restauração ou um simples exame, notou-se que a base da estátua estava selada de uma maneira incomum, sugerindo uma cavidade interna. Longe de abrir o artefato e arriscar danificá-lo, os curadores recorreram à ciência do século XXI. A estátua foi levada ao Meander Medical Center, na cidade de Amersfoort, onde foi submetida a uma tomografia computadorizada de última geração.
As imagens resultantes foram, para usar um termo técnico, estarrecedoras. A tomografia revelou, com uma clareza, o contorno de um esqueleto humano perfeitamente articulado dentro da efígie dourada. Não se tratava de ossos soltos, depositados como relíquias, mas de um corpo completo, mumificado na posição de lótus, idêntica à da estátua que o envolvia. Era como se a escultura fosse a pele dourada da própria alma do falecido.
⬇ #Repost @historia.history with @use.repost
ประวัติศาสตร์ทั่วไป
เป็นเวลานานแล้วที่ประวัติศาสตร์ถูกนำเสนอให้เราเห็นในฐานะลำดับของอาณาจักรและสงคราม ราวกับผืนผ้าที่ถักทอด้วยเส้นใยแห่งการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การค้นพบที่น่าประทับใจที่สุดคือสิ่งที่เตือนใจเราว่า ประวัติศาสตร์นั้นเหนือสิ่งอื่นใดคือศาสตร์แห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ ในปี 2015 โลกวิชาการได้พบกับหน้าต่างอันหายากสู่จิตวิญญาณนี้ ด้วยการค้นพบที่เหนือกว่าโบราณคดีแบบดั้งเดิมและเข้าสู่ขอบเขตของศรัทธา ศิลปะ และจิตวิญญาณ ผมกำลังพูดถึงพระพุทธรูปจีน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน เพราะภายในแกนทองคำนั้นไม่ใช่เพียงแค่หีบเก็บพระธาตุธรรมดา แต่เป็นร่างมัมมี่ของปรมาจารย์ท่านหนึ่ง
ชิ้นงานดังกล่าวคือพระพุทธรูปทองคำที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 หรือ 12 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมชาวดัตช์ งานศิลปะชิ้นนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน และตัวมันเองก็เป็นโบราณวัตถุที่มีค่ามหาศาล เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงฝีมือช่างทองและความศรั ทธาในพระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279) ซึ่งเป็นยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและการรวมตัวของพระพุทธศาสนานิกายฉาน (เซน) ในประเทศจีน รูปปั้นนี้แสดงภาพพระพุทธเจ้ากำลังนั่งสมาธิในท่าธยานมุทราแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลและการตรัสรู้ภายใน สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ การแสดงออกถึงการแสวงหาภายในนี้จะมีความหมายตรงตัวมากเพียงใด
ความสงสัยเกิดขึ้นเมื่อระหว่างการบูรณะหรือการตรวจสอบอย่างง่ายๆ พบว่าฐานของรูปปั้นถูกปิดผนึกในลักษณะที่ผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีโพรงอยู่ภายใน แทนที่จะเปิดโบราณวัตถุและเสี่ยงต่อความเสียหาย ผู้ดูแลจึงหันไปใช้ศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 21 รูปปั้นถูกนำไปที่ศูนย์การแพทย์มีแอนเดอร์ในเมืองอัมสเตอร์ฟอร์ต ซึ่งได้รับการสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทันส มัยที่สุด
ภาพที่ได้นั้น หากจะใช้ศัพท์ทางเทคนิค ก็คือ น่าตกใจ การสแกน CT เผยให้เห็นโครงร่างของโครงกระดูกมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบอยู่ภายในรูปปั้นทองคำอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่กระดูกที่กระจัดกระจายซึ่งถูกนำมาวางไว้เป็นพระธาตุ แต่เป็นร่างกายที่สมบูรณ์ ถูกทำให้เป็นมัมมี่ในท่าดอกบัว เหมือนกับรูปปั้นที่ห่อหุ้มอยู่ ราวกับว่ารูปปั้นนั้นเป็นผิวหนังสีทองของจิตวิญญาณของผู้ตาย
⬇️
️
เคยมีความรู้สึกทึ่งและสงสัยเกี่ยวกับพระพุทธรูปและวัตถุโบราณที่เรามองเห็นไหมครับ? บางครั้งสิ่งที่อยู่ภายในวัตถุเหล่านั้นเกินกว่าที่เราคาดคิด อย่างเรื่องราวของพระพุทธรูปทองคำจีนชิ้นนี้ ที่ไม่ได้เป็นแค่ศิลปะหรือสัญลักษณ์ แต่ยังเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวลึกซึ้งของศรัทธาและจิตวิญญาณมนุษย์ ผมเองเคยศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำมัมมี่ในวัฒนธรรมต่างๆ และพบว่าการเก็บรักษาร่างกายโดยใช้วิธีธรรมชาติหรือพิธีกรรมทางศาสนาเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างลึกซึ้งมาก ในกรณีนี้ รูปปั้นพระพุทธเจ้าดังกล่าวไม่ได้เพียงชี้ให้เห็นทางศิลปะ แต่มันเหมือนสื่อกลางที่สะท้อนความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นที่ต้องการให้จิตวิญญาณของปรมาจารย์ยังคงอยู่ในท่ามกลางศรัทธาและความสงบ การที่ภาพ CT แสดงให้เห็นโครงกระดูกมัมมี่ในท่าดอกบัวสอดคล้องกับท่าธยานมุทราของพระพุทธรูป แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะและพิธีกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ซ่ง ยุคที่พระพุทธศาสนาเซนมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนจีน สำหรับผู้อ่านที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และศิลปะ การได้ศึกษาหรือสัมผัสกับวัตถุที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและความหมายลึกซึ้งเช่นนี้ จะทำให้เกิดความเชื่อมโยงและเข้าใจถึงมุมมองชีวิตและจิตวิญญาณของอดีตมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของอาณาจักรหรือสงคราม แต่เป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์และวิญญาณที่เราทุกคนต่างค้นหาและเคารพอย่างแท้จริง ผมคิดว่าเรื่องราวของพระพุทธรูปทองคำที่มีร่างมัมมี่นี้ ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการศึกษาโบราณคดีที่ไม่ใช่เพียงการขุดค้นเพื่อค้นหาวัตถุโบราณเท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้าใจชีวิตและจิตวิญญาณของผู้คนในอดีตที่เป็นหัวใจของประวัติศาสตร์จริงๆ









































