ขณะนี้เวลาตีสาม เป็นวันสุดท้ายของการเดินธรรมยาตราประจำปีในรัฐมหาราษฏระ
บ่ายวานนี้ เราเดินผ่านหมู่บ้านสุดท้ายสองแห่ง ชาวบ้านที่วาร์วัต (Warwat) ต้อนรับเราด้วยการโปรยกลีบดอกไม้นำทางไปยังวิหารเล็ก ๆ มีคนตีกลองนำขบวนกันคึกคัก และมีกลุ่มเด็กผู้หญิงเดินเรียงแถวเขย่าเครื่องดนตรี Lezim (คล้ายฉาบพวง) เป็นจังหวะ พื้นถนนโรยผงสีเป็นลวดลายดอกไม้งดงาม และโรยเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ (WELCOME)
ตรงลานวัด จัดเรียงเก้าอี้ไว้ให้คณะสงฆ์ และถวายชาดำหวานเจี๊ยบ ชาวพุทธในท้องถิ่นนั่งลงกับพื้นเบื้องหน้า กลุ่มผู้หญิงสวมส่าหรีสีขาวชุดที่ดีที่สุด สมทบด้วยขบวนที่เดินตามมาตลอดทางจากหมู่บ้านก่อนหน้า ด้วยความกระตือรือร้นอยากฟังธรรมอีก หลายคนถือถาดกล้วยและแอปเปิ้ลเตรียมถวาย จากนั้นมีการสวดมนต์ไหว้พระและอาราธนาศีล ๕ ชาวบ้านส่วนใหญ่สวดกันคล่องแคล่ว รวมทั้งเด็ก ๆ ในชุดนักเรียนที่นั่งแถวหน้า แล้วอาตมาก็เริ่มแสดงธรรมโดยมีคุณหมอชีวกผู้เป็นนักแปลฝีมือดีคอยช่วยแปล ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ประมาณสี่สิบ นับตั้งแต่เริ่มเดินธรรมยาตราเป็นระยะทางกว่า ๒๒๐ กิโลเมตร
ข้อธรรมส่วนหนึ่งที่อ าตมาแสดงแก่ญาติโยมเหล่านี้ มีดังนี้
พระธรรมคำสอนเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ลองเทียบดูว่าเรารู้สึกอย่างไร เวลาทำอะไรด้วยจิตเมตตาและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับเวลาที่ทำด้วยความเห็นแก่ตัวและความโลภ อย่างไหนรู้สึกดีกว่า เราคิดว่าอย่างไหนควรเจริญ อย่างไหนควรละ แล้วระหว่างการรักษาศีลกับการไม่รักษา ระหว่างความสงบกับความฟุ้งซ่าน ลองดู ลองสังเกต และเห็นด้วยตนเอง
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ
หมายเหตุ ในคำสอนคราวก่อน มีรหัสซ่อนอยู่ดังนี้
เกิดวันที่ ๗ เดือน ๑ ปี ๑๙๕๘ พรุ่งนี้ครบ ๖๘









