สัมมาทิฏฐิแบ่งได้สองระดับ คือ ระดับโลกียะและโลกุตตระ (ดูตัวอย่างในมัชฌิมนิกาย มหาจัตตารีสกสูตร) โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ หมายถึง ปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ ส่วนโลกียสัมมาทิฏฐินั้นคือการที่เรายอมรับข้อเสนอบางอย่าง มิใช่หลักในพระคัมภีร์ที่ต้องเชื่อ แต่เป็นข้อสมมติฐานเพื่อนำไปพิสูจน์ การยอมรับข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยวางรากฐานและกรอบการปฏิบัติเพื่อเจริญสัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) และองค์มรรคข้ออื่น ๆ ในอริยมรรคมีองค์ ๘
คำว่า 'สัมมา' ในที่นี้ ใช้ในความหมายเชิงหน้าที่ กล่าวคือ หลักต่าง ๆ ในสัมมาทิฏฐิเป็นเรื่อง 'สัมมา' ในแง่ที่ก่อให้เกิดทัศนะและระบบคุณค่าที่จำเป็นต่อการบรรลุพระนิพพาน การปฏิเสธหลักการเหล่านี้เป็นอุปสรรค แน่นอนว่ามิใช่ต่อการใช้ชีวิตที่ดีงาม แต่เป็นอุปสรรคต่อความหลุดพ้น
สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาปฏิบัติธรรม การยอมรับคำสอนว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยคงเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด แต่คำสอนบางเรื่องอาจเข้าใจได้ยากเหมือนกันว่าสำคัญต่อการปฏิบัติธรรมอย่างไร เช่น กรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกับพ่อแม่ของตน หรือการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ
ความยินดีน้อมรับคำสอนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับศรัทธาอันลึกซึ้งที่เรามีใ นพระมหาปัญญาธิคุณของพระพุทธองค์ เราอาจคิดอย่างนี้ว่า ถ้าพระพุทธองค์ทรงสอนเรื่องที่ไม่จริง หรือทรงสอนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าเป็นสิ่งสำคัญ จะกระทบถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างไร ถ้าเราเลือกเฉพาะคำสอนที่ถูกใจ แล้วจะอ้างว่าเราขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งได้อย่างไร
ธรรมะคำสอน โดย #พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ









































