...แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเวลาไหนความเพียรของเราตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป ก็ขึ้นอยู่กับตัวปัญญาซึ่งมีชื่อเฉพาะเรียกว่า “สัมปชัญญะ” ท่านจะแปลว่าความรู้ตัวทั่วพร้อม ซึ่งอาจจะทำให้สับสนก็ได้ สงสัยก็ได้ แต่ความรู้ตัวทั่วพร้อม “ทั่วพร้อม” ไม่ได้หมายถึงการสแกนร่างกาย แต่หมายถึงความรอบคอบ คือสัมปชัญญะจะเป็นผู้ที่คอยบอกว่า สิ่งที่ทำถูกต้องไหม ไม่ถูกต้องไหม ตรงต่อเป้าหมายไหม ไม่ตรงต่อเป้าหมายไหม เป็นปัญญาในระดับหนึ่งในนัยหนึ่ง

อาตาปิ ความเพียรที่พอดี เราจะรู้ได้ด้วยสัมปชัญญะ ที่สัมปชัญญะเป็นคู่กับคุณธรรม ที่คนสมัยนี้ค่อนข้างจะคุ้นเคย อย่างน้อยชื่อของมันคือสติ หรือมายด์ฟูลเนส (mindfulness) สติเป็นคู่กับสัมปชัญญะ สัมปชัญญะเป็นฝ่ายปัญญา สติก็เป็นฝ่ายสมาธิ...

#พระอาจารย์ชยสาโร

นำสมาธิภาวนา ในวาระปฏิบัติธรรมบ้านบุญวันอาทิตย์

วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา

3/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในประสบการณ์ส่วนตัวของผม การฝึกสัมปชัญญะหรือความรู้ตัวทั่วพร้อมนั้นไม่ใช่แค่การสังเกตร่างกายอย่างผิวเผิน แต่เป็นการสร้างความรอบคอบภายในจิตใจ เพื่อที่จะรู้ว่าเรากำลังทำสิ่งนั้นอย่างถูกถูกรักษาสมดุลหรือไม่ เช่น เมื่อผมฝึกสมาธิหรือทำงานที่ต้องใช้ความตั้งใจสูง การมีสัมปชัญญะช่วยให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ความเพียรเริ่มตึงเกินไปจนทำให้รู้สึกกดดันหรือเครียด และเมื่อไหร่ที่เริ่มหย่อนจนขาดความตั้งใจ สิ่งนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เราตกอยู่ในภาวะที่ทำร้ายตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ การมีสัมปชัญญะยังผนวกกับคุณธรรมของสติที่คุ้นเคยในรูปลักษณ์ของมายด์ฟูลเนส (mindfulness) ทำให้ได้สมาธิที่ดีและปัญญาที่ช่วยชี้นำเป้าหมายของการกระทำ สติเป็นเหมือนเสาหลักที่ช่วยให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน ส่วนสัมปชัญญะเป็นเหมือนผู้ดูแลที่คอยตรวจสอบว่าเรายังเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ การผนวกสัมปชัญญะและสติเข้าด้วยกันนี้ทำให้การปฏิบัติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยให้ชีวิตประจำวันมีสมดุลไม่ตึงเกินไปหรือหย่อนไปจนเสียกำลังใจ ผมจึงแนะนำให้ทุกคนลองฝึกตนเองด้วยการฝึกสติและสัมปชัญญะควบคู่กันไป เพราะจะช่วยให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นและสามารถรักษาความเพียรให้อยู่ในระดับที่พอดี ทั้งนี้ทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีและสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน