ในละครโศกนาฏกรรมเลื่องชื่อของเชกสเปียร์เรื่องโอเทลโล พอถึงฉากที่เป็นจุดพลิกผัน โอเทลโลหลงเชื่อว่าเดสเดโมนาภรรยาของตนนอกใจ เมื่อเห็นสามีโกรธจนจะฆ่า และรู้ตัวว่าคงพิสูจน์ไม่ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ เดสเดโมนาจึงหวาดหวั่นถึงกับร่ำไห้ โอเทลโลตีความปฏิกิริยานี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอทำผิดจริง ข้อผิดพลาดคือเขาไม่เข้าใจว่า ผู้บริสุทธิ์ที่เผชิญข้อกล่าวหาร้ายแรง ถึงขั้นตาย บาดเจ็บสาหัส หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง อาจกลัวจนตัวสั่น เหงื่อแตกพลั่ก มีท่าทีวิตกกังวล กลัว หรือมีอาการอื่น ๆ ที่แยกไม่ออกจากคนทำผิดเลย

มนุษย์เราโดยทั่วไปดูไม่ออกว่าใครกำลังโกหก จากการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยดูออกแค่ประมาณร้อยละ ๕๔ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ สิ่งที่น่าแปลกใจกว่าคือ แม้แต่ตำรวจ ผู้พิพากษา และผู้เชี่ยวชาญในการจับโกหก ก็ไม่ได้ดูแม่นไปกว่านั้นเท่าไหร่ อยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕๕-๖๐ เท่านั้น

ความต่างที่เห็นได้ชัดคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมักมั่นใจในการตัดสินของตนมากกว่า ทั้งที่งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ความมั่นใจกับความถูกต้องไม่ได้สัมพันธ์กันเลย ในขณะที่คนทั่วไปมักมีแนวโน้มจะเชื่อว่าคนที่โกหกกำลังพูดความจริง แต่ผู้ที่ทำงานด้านกฎหมายมักมองว่าผู้บริสุทธิ์กำลังโกหก

การเห็นว่าจิตของเรานั้นผิดพลาดได้ง่าย และไม่น่าไว้วางใจ เป็นก้าวสำคัญบนหนทางสู่ปัญญา ถ้ามั่นใจว่าอ่านคนอื่นได้ ‘เหมือนอ่านหนังสือ’ ต่อให้เป็นคนที่เรารัก จะมากจะน้อย เราก็ผิดแล้ว

ธรรมะคำสอน โดย #พระอาจารย์ชยสาโร

แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ

1 สัปดาห์ที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าการพยายามจับผิดคนอื่นจากภายนอกเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าคนรอบข้างพูดความจริงหรือโกหกมักทำให้เกิดความสับสน บางครั้งคนที่เรารักและไว้ใจมากที่สุดก็ยังสามารถแสดงอาการวิตกกังวลหรือกลัวจนดูเหมือนคนทำผิดได้เหมือนกัน ในชีวิตจริง การอ่านออกว่าคนอื่นโกหกหรือไม่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์และจิตใจที่ซับซ้อน เช่นเดียวกับที่บทละครโอเทลโลแสดงให้เห็น ว่าน้ำตาและอาการกลัวไม่ได้แปลว่ามีความผิดเสมอไป ผมจึงได้เรียนรู้ว่าการตั้งสมมติฐานลบไว้ก่อนว่าใครสักคนโกหกโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจทำร้ายความสัมพันธ์และความไว้วางใจได้มากกว่า อีกอย่างที่พบเจอคือคนที่ทำงานในสายอาชีพด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายนั้นอาจหนักแน่นในความเชื่อว่าผู้บริสุทธิ์กำลังโกหก เนื่องจากความเครียดและความกดดันในการทำงาน แต่ตัวเลขสถิติที่พบว่าสามารถจับโกหกลดเหลือแค่ประมาณ 55-60% บ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นไม่ได้เท่ากับความถูกต้องเสมอไป จากจุดนี้เอง ผมคิดว่า “การเห็นว่าจิตใจของเราผิดพลาดได้ง่ายและไม่น่าไว้วางใจ” เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความเข้าใจและปัญญาที่แท้จริง เหมือนที่พระอาจารย์ชยสาโรกล่าวไว้ การยอมรับว่าการอ่านใจคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ควรมั่นใจเกินไป จะช่วยให้เราเป็นคนที่มีความเมตตาและอดทนมากขึ้นกับคนรอบข้าง พร้อมกับเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้และเติบโตในความสัมพันธ์มนุษย์อย่างแท้จริง