เรื่องอุปกิเลสนี่ อาตมาเทศน์เมื่อไหร่ จะมีโยมบางคนที่ฟังแล้วไม่รู้สึกบันเทิงในธรรม เพราะรู้สึกเจ็บแสบมาก โดน! ข้อนั้นก็โดน ข้อนี้ก็โดน เจ็บใจ อาตมาก็ต้องเตือนสติว่า กิเลสไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตัวเรา มันจรเข้ามา มันไม่ใช่ของดั้งเดิมในจิตใจ สำนวนของครูบาอาจารย์บางครั้งก็ชวนให้เห็นกิเลสว่า เป็นตัวตนมากเกินไป ต้องสู้! ต้องฆ่ากิเลส! ต้องรบกับกิเลส! เป็นภาษานักรบ มันก็เป็นสำนวนที่ใช้ได้ในบางกรณี แต่บางครั้ง ก็ทำให้รู้สึกว่า โอ! กิเลสมันอยู่ในตัวเรา มันเป็นสงครามกลางเมืองอยู่ในตัวเรา มีขาวมีดำ ขาวต้องชนะ ดำต้องแพ้ ซึ่งมันไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า กิเลสนั้นหากเรานึกคิดผิดเมื่อไหร่ เกิดความยึดมั่นถือมั่นเมื่อไหร่ มันก็เกิด แต่ถ้าไม่คิด ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่ว่ามันไม่อยู่ มันก็อยู่ในตัวของเรา มันจรเข้ามา แต่การที่เราจะปล่อยวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราต้องรู้เท่าทัน เราต้องรู้โฉมหน้าของมันว่า มันเป็นอย่างไร พอเรามีชื่อของมัน มี checklist เราก็รู้ว่า โอ! ตัวนี้ ระวังนะ ตัวนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราก็มีโอกาสที่จะได้จัดการกับมัน
#พระอาจารย์ชยสาโร
จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อได้ฟังเทศน์เกี่ยวกับกิเลส ผมพบว่าการเข้าใจว่า กิเลสไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งโดยธรรมชาติของตัวเรา แต่เป็นสิ่งที่เข้ามาก็ช่วยลดความรู้สึกผิดหรือแค้นใจที่เกิดขึ้นเวลาที่รู้สึกโดนท้าทายโดยธรรมะนั้น ในชีวิตประจำวัน กิเลสมักแสดงผ่านความคิดและอารมณ์ เช่น ความโลภ โกรธ หลง เมื่อเรารู้สึกโกรธหรืออยากได้สิ่งใดจนยึดติด สิ่งนี้เป็นตัวอย่างของกิเลสที่เข้ามาสู่จิตใจ การรู้จักสังเกตและตั้งคำถามกับความคิด เช่น “ทำไมเราต้องยึดมั่นกับเรื่องนี้?” ช่วยให้เราคลายตัวจากความทุกข์ได้มาก สิ่งสำคัญคือการรู้เท่าทันกิเลสเหล่านี้เหมือนมี checklist ในใจว่าอารมณ์ไหน หรือความคิดแบบใดที่กำลังทำให้เราหลงติด เราจะได้มีโอกาสเลือกตอบสนองด้วยปัญญามากกว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์ ผมเคยเรียนรู้จากพระอาจารย์ว่าการต่อสู้กับกิเลสโดยคิดว่ากิเลสเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะจนหมดไปนั้น อาจทำให้จิตใจตกอยู่ในความขัดแย้งอย่างรุนแรง สิ่งที่ดีกว่าคือการสร้างปัญญาและความรู้เท่าทัน เพื่อปล่อยวางโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่า กิเลสเกิดขึ้นเมื่อเราคิดและยึดมั่น แต่ไม่ได้มีตัวตนถาวรในจิตใจ การทำความเข้าใจเช่นนี้จึงช่วยให้ผมรู้สึกสงบและไม่ต้องสู้รบกับตัวเองแบบสงครามกลางเมืองภายในจิตใจอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นการเข้าใจและจัดการอย่างเมตตาและมีสติ ซึ่งเป็นหนทางที่นำไปสู่ความสุขที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
