ตอนที่อาตมามาถึงเมืองไทยใหม่ ๆ ยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลย การเรียนภาษาไทยในวัดก็ยากเพราะพระเณรส่วนใหญ่พูดภาษาอีสาน (ซึ่งก็คือภาษาลาวนั่นเอง) อาตมาเลยตั้งใจหัดพูดภาษาอีสาน จนไม่นานก็พอฟังและพูดได้บ้าง
วันหนึ่ง อาตมานั่งอุปัฏฐากหลวงพ่อชาอยู่กับพระอุปัฏฐากรูปอื่น ๆ มีญาติโยมคณะใหญ่เต็มคันรถบัสเข้ามากราบท่าน ระหว่างที่การพูดคุยเงียบลงชั่วขณะ หลวงพ่อชาชี้มาที่อาตมาแล้วพูดว่า "เณรองค์นั้นน่ะ ไม่ใช่ฝรั่งหรอก เป็นคนลาว" (สมัยนั้น คนอีสานมักเรียกตัวเองว่าคนลาว)
ญาติโยมต่างก็มองมาที่อาตมาด้วยความสนใจ อาตมารู้สึกภูมิใจราวกับหลวงพ่อชาเพิ่งติดเหรียญรางวัลให้ที่หน้าอก "แมนบ่?" ท่านถามอาตมา "โด่ย ขะหน้อย" อาตมาตอบ หลวงพ่อยิ้มกว้างกับญาติโยม "เห็นไหม!" โยมทุกคนดูทึ่ง ที่จริงแล้ว ตอนนั้นอาตมาพูดได้แค่ไม่กี่ประโยคง่าย ๆ เท่านั้น แต่การได้รับคำชมจากครูบาอาจารย์ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ช่างชื่นใจเหลือเกิน
พอญาติโยมกลับไปแล้ว หลวงพ่อชาถอดฟันปลอมที่มีคราบหมากออกมาแล้วยื่นให้อาตมา พร้อมกับสั่งงานอย่างรวดเร็วด้วยเสียงที่ฟังไม่ชัดจนอาตมาจับความไม่ได้เลย หลวงพ่อหันหน้าหนีแล้วบ่นว่า "เณรฝรั่งองค์นี้ เป็นอุปัฏฐากประสาอะ ไร พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง" คำตำหนินั้นรุนแรงมาก และก็เป็นเหมือนมีดแทงใจอาตมา
นี่คือวิธีที่หลวงพ่อชาสอนลูกศิษย์ ท่านไม่จำเป็นต้องแสดงธรรมเรื่องสรรเสริญนินทา หรือได้ยศเสื่อมยศ ท่านให้ลูกศิษย์เห็นด้วยตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้มีผลต่อจิตใจที่ประมาทอย่างไร และการดูแลปกป้องจิตใจให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น สำคัญแค่ไหน
ธรรมะคำสอน โดย #พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ
จากประสบการณ์จริงของผู้เขียนที่หวังพัฒนาตนเองในการสื่อสารกับชุมชนโดยเรียนรู้ภาษาอีสาน (ภาษาลาว) ก็สะท้อนให้เห็นความอ่อนน้อมและความพยายามซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหาความเข้าใจในธรรมะของหลวงพ่อชา การที่ได้รับคำชมและคำตำหนิอย่างชัดเจนจากครูบาอาจารย์อย่างหลวงพ่อชา ถือเป็นบทเรียนชั้นดีที่ทำให้เข้าใจว่าคำสรรเสริญหรือคำชมไม่ใช่เพียงคำยกย่องที่เราควรหยุดยั้งหรือครอบงำหัวใจ แต่คำตำหนิหรือคำด่าก็สามารถทำร้ายจิตใจอย่างแรง และเป็นบททดสอบให้เรารู้จักการปกป้องจิตใจตัวเอง ในแง่ของการดำรงชีวิต การเรียนรู้ที่จะไม่ติดกับคำสรรเสริญและไม่หวั่นไหวกับคำติเตียน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ใจเราไม่ประมาท และสามารถอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมั่นคง ความหมายของสรรเสริญและนินทาในคำสอนนี้เปรียบเสมือนเงาที่วิ่งตามจิตใจ เมื่อใจเรานิ่งและไม่หวั่นไหว เงานั้นก็จะไม่สามารถทำร้ายจิตของเราได้ ผู้เขียนเองพบว่าการนำคำสอนนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ที่ทั้งยกย่องและวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นได้อย่างใจเย็นมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม การเปิดใจเรียนรู้และยอมรับความแตกต่าง จะทำให้เราเติบโตขึ้นทั้งในด้านภาษาและจิตใจตามคำสอนของหลวงพ่อชาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การได้เห็นหลวงพ่อชาปฏิบัติและถ่ายทอดธรรมะด้วยวิธีที่ไม่ใช่การบรรยายธรรมในทางทฤษฎี แต่เป็นการแสดงให้เห็นผลของสรรเสริญและนินทาต่อจิตใจโดยตรง ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้รับการสอนนั้นซึมซับความจริงในชีวิตและนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน
