นิสัยที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่ามี

นิสัยที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่ามี

"มีนิสัยนึงที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าตัวเองมี... นั่นก็คือนิสัย 'อิจฉา'

เพราะคำว่าอิจฉามันฟังดูเป็นคนไม่ดีใช่ไหมครับ? เราเลยมักจะซ่อนคำนี้ไว้ใต้คำว่า 'ก็แค่หมั่นไส้' หรือ 'ก็แค่พูดตามความเป็นความจริง' แต่จริงๆ แล้ว สมองเรากำลังทำงานด้วยความอิจฉาอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

ต่อไปนี้คือ 5 สัญญาณที่จะบอกว่า... คุณกำลังอิจฉาอยู่ครับ

1. ชอบยินดีแบบมีคำว่า 'แต่': เวลาเห็นเพื่อนได้ดี หรือประสบความสำเร็จ เสี้ยววินาทีแรกเราจะพูดว่า 'ดีใจด้วยนะ' แต่ในใจลึกๆจะรีบต่อท้ายทันทีว่า 'แต่' เช่น ดีใจด้วยนะที่ได้งานนี้แต่..งานคงหนักน่าดู' หรือ ดีใจด้วยนะที่ได้แต่งงาน'แต่...เดี๋ยวก็คงเลิกกัน' มันคือการหาข้อตำหนิเพื่อทำให้เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ดีไปกว่าเราขนาดนั้น

2. รู้สึกสะใจลึกๆ เวลาเห็นเขาพลาด: วันไหนที่คนที่ทำท่าเหมือนจะรุ่งคนนั้นดันทำงานพัง หรือเจอมรสุมชีวิต ในใจเรามันจะมีก้อนความสุขเล็กๆ โผล่ขึ้นมาทันที ทั้งที่เรื่องของเขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเราเลย

3. ชอบดึงเขาลงมาข่ม: เวลาใครชมคนนั้นให้ฟัง เราจะรีบขุดเรื่องอดีตหรือข้อเสียของเขาขึ้นมาพูดขัดทันที เช่น 'ก็นิสัยดีนะ แต่เมื่อก่อนดคยเป็นแบบั้นเรยเป็นคนแบบนี้' เพื่อเบรกไม่ให้คนอื่นมองว่าเขาเพอร์เฟกต์

4. ปากบอกไม่ชอบแต่ก็ชอบเลียนแบบ: เกลียดเขา หมั่นไส้เขา ไม่อยากคุยด้วย แต่สายตาคอยส่องตลอดว่าเขาใช้ของแบบไหน แต่งตัวยังไง ซื้ออะไร แล้วเราก็แอบไปทำตามเงียบๆ เพราะลึกๆ เราอยากมีแบบที่เขามี

5.รู้สึกนอยด์เวลาเห็นคนรุ่นเดียวกันแซงหน้า: พอเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน หรือคนที่เคยสตาร์ทพร้อมกันก้าวหน้าไปไกลกว่า แทนที่จะยินดี เรากลับมานั่งโทษโชคชะตา นั่งหงุดหงิด และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลงไปเฉยๆ ทั้งที่ชีวิตเราก็ปกติสุขดี

คนเรามีความอิจฉาเกิดขึ้นได้ครับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่คนที่จะเติบโตได้จริงๆ คือคนที่กล้ายอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า 'เออ...ตอนนี้เรากำลังอิจฉาเขาอยู่ซินะ' แล้วเปลี่ยนไอ้ความอิจฉานั้น ให้กลายเป็นแรงฮึดพัฒนาตัวเองครับ"

#CapCut #lifemessagestalk #พัฒนาตัวเอง #รักตัวเอง #อิจฉา

6/5 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมความอิจฉาเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยเผชิญและเกิดขึ้นในใจโดยที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว เมื่อเราได้ลองสังเกตตัวเองอย่างจริงจังจะพบว่าสัญญาณที่ระบุในบทความนั้นใกล้เคียงกับวิถีคิดที่เรามักซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น เวลาที่เห็นเพื่อนประสบความสำเร็จ เราอาจพูดคำว่ายินดีด้วยแต่ในใจกลับมีเสียงค้านว่า 'แต่เขาคงเหนื่อยมาก' หรือบางครั้งรู้สึกสะใจเมื่อตัวคนที่เรารู้สึกอิจฉาประสบความล้มเหลวเล็กๆ น้อยๆ ถึงแม้จะเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าภูมิใจนักแต่มันก็สะท้อนความเป็นมนุษย์และความเปราะบางทางจิตใจ ประสบการณ์จริงของผมคือ การที่ได้ตระหนักและยอมรับว่าตัวเองก็เคยคิดแบบนี้มาก่อน ส่งผลให้ผมเริ่มหันมาใช้ความอิจฉาของตัวเองเป็นแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง แทนที่จะเก็บปมในใจไว้แล้วปล่อยให้ความอิจฉาเหนี่ยวนำความรู้สึกเชิงลบ ผมเริ่มตั้งเป้าหมายชัดเจน เรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยใช้ความรู้สึกอิจฉาเหล่านั้นเป็นตัวกระตุ้นให้ขยันและมุ่งมั่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างทักษะใหม่ในงานหรือพัฒนาความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน ในทางกลับกันหากปล่อยให้ความอิจฉาเป็นเหมือนพิษกัดกินใจ อาจส่งผลให้เรามีอารมณ์ไม่ดีต่อเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิท เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ที่ดีเกิดรอยร้าว ดังนั้นการเรียนรู้ว่าสัญญาณของความอิจฉาแสดงออกมาอย่างไร จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและรับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น ผมขอแนะนำว่าเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มมีอาการอิจฉา ควรถอยจากสถานการณ์นั้นสักนิด พักสมองและถอยออกมาไตร่ตรองถึงความจริงในชีวิตและเป้าหมายของตน และพยายามตั้งคำถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ แล้วใช้ความอิจฉาเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ความอิจฉาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป หากเราใช้มันเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อการเติบโตและการพัฒนาตนเอง ท้ายที่สุดการยอมรับและรู้จักควบคุมความรู้สึกนี้จะนำมาซึ่งความสุขและความสมดุลทางใจอย่างแท้จริง