การเป็นคนดีมักมีช่องโหว่
"ผมเชื่อว่าคุณเป็นคนดี... แต่การเป็นคนดีมักจะมีช่องโหว่ครับ"
การเป็นคนดีในยุคนี้ มักจะมีช่องโหว่ให้บางคนเข้ามาเอาเปรียบ หรือมาหาผลประโยชน์จากเราได้ง่ายๆ เพราะเขาจะมองว่า คนใจดีมักจะขี้เกรงใจ และปฏิเสธคนไม่เป็น
และนี่คือ 5 วิธีสังเกตว่า... ใครที่กำลังเข้ามาในชีวิตคุณเพียงเพราะผลประโยชน์ครับ
1. มาเฉพาะเวลาที่มีปัญหา: คนกลุ่มนี้วันปกติที่เขาสบายดี เขาจะไม่เคยนึกถึงคุณเลยครับ หน้าไม่เคยโผล่ โซเชียลไม่เคยทัก แต่เมื่อไหร่ที่เขาเดือดร้อนเรื่องเงิน เรื่องงาน หรือต้องการคนช่วยฉุกเฉิน ชื่อคุณจะเป็นชื่อแรกที่เขานึกถึง
2. ชมเกินจริงตั้งแต่วันแรกๆ ที่เจอ: ระวังคนที่เข้ามาถึงก็อวยคุณชุดใหญ่ ชมว่าคุณเก่ง คุณดี คุณมีน้ำใจ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน การอวยแบบเว่อร์ๆ มักจะตามมาด้วยความต้องการบางอย่าง มันคือการเอาคำชมมามัดมือชกคุณนั่นแหละครับ
3. ชอบทวงบุญคุณในเรื่องเล็กๆ แต่ลืมเรื่องใหญ่ที่เราเคยช่วย: เวลาเขาช่วยอะไรเรานิดๆ หน่อยๆ เขาจะขุดมาพูดซ้ำๆ เหมือนเราเป็นหนี้ชีวิตเขา แต่เวลาที่เราหยิบยื่นความช่วยเหลือชิ้นใหญ่ให้ หรือยอมเหนื่อยแทนเขา เขากลับมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ 'คนดีๆ อย่างคุณ' ควรจะทำให้เขาอยู่แล้ว
4. พูดจาดีเฉพาะตอนที่อยากได้บางอย่า ง: สังเกตน้ำเสียงและท่าทางได้เลยครับ ตอนที่เขาอยากให้คุณช่วยทำอะไรให้ น้ำเสียงจะเพราะ อ่อนน้อม อ่อนหวานผิดปกติ แต่พอคุณเคลียร์ปัญหาให้เขาเสร็จปุ๊บ ท่าทางเขาจะเปลี่ยนปั้บเป็นห่างเหินอึดอัด หรือตอบแชตสั้นลงทันทีเหมือนหมดหน้าที่แล้ว
5. พอเราพูดคำว่า 'ไม่' เขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน: นี่คือข้อที่ชัดที่สุดครับ วันไหนที่คุณลองใจดำดูบ้าง ลองปฏิเสธว่าไม่ คนที่มาเพื่อผลประโยชน์เขาจะรับไม่ได้ครับ เขาจะเริ่มชักสีหน้า แขวะคุณ หรือเอาคุณไปพูดลับหลัง ทั้งที่ผ่านมาคุณช่วยเขามาโดยตลอด
การเป็นคนดีเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจครับ แต่อย่าให้ความใจดีของเรากลายเป็นพรมเช็ดเท้าให้ใครมาเหยียบย่ำ แบ่งความใจดีไปให้คนที่เขาเห็นค่า ส่วนพวกที่มาเพื่อผลประโยชน์... ตัดได้ตัดครับ เซฟใจตัวเองไว้ดีที่สุด"
การเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องผิด แต่บางครั้งความใจดีมากเกินไปกลับทำให้เราตกเป็นเป้าหมายของคนที่เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและคนรอบตัวก็มีหลากหลายประเภทมากขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยเจอคนที่เข้ามาเฉพาะตอนที่เขามีปัญหาเท่านั้น เช่น เวลาต้องการเงินช่วยเหลือหรือต้องการคำปรึกษา เมื่อสถานการณ์ของเขาดีขึ้น คนกลุ่มนั้นก็หายไปเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นทำให้ผมเรียนรู้ที่จะตั้งกรอบและขีดเส้นให้ชัดเจนกับความสัมพันธ์ เพื่อรักษาความสมดุลและไม่ให้ถูกเอาเปรียบ อีกเรื่องที่สำคัญคือการสังเกตลักษณะการชมเกินจริงตั้งแต่เริ่มต้น ตัวผมเองเคยเจอคำชมที่ดูเหมือนจะจริงใจแต่กลับรู้สึกว่าคำพูดนั้นเหมือนเป็นการจับใจหรือสะกดจิตให้เชื่อใจเร็วเกินไป ทำให้เสียเวลาและจิตใจในภายหลัง สิ่งที่ช่วยได้คือการฟังและดูพฤติกรรมต่อเนื่องมากกว่าแค่คำชมในวันแรก การทวงบุญคุณในเรื่องเล็กน้อยแต่ลืมคุณงามความดีหรือความช่วยเหลือครั้งใหญ่นั้น เป็นอีกสัญญาณเตือนว่าคนเหล่านั้นอาจไม่ได้เห็นคุณค่าแท้จริงในตัวเรา ดังนั้นอย่าเสียใจเมื่อต้องแยกทางกับคนที่เก็บมาแต่มองแต่คุณค่าในแง่ผลประโยชน์อย่างเดียว สุดท้าย การเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า “ไม่” อย่างมั่นใจคือกุญแจสำคัญในการรักษาใจของคนดีอย่างเราไว้ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกวิจารณ์หรือถูกทิ้ง หากเขาเปลี่ยนไปหลังถูกปฏิเสธนั่นหมายความว่าเขาไม่ได้มาด้วยใจจริง การเซฟใจตัวเองไว้ดีที่สุดเป็นเรื่องที่คนใจดีทุกคนควรทำ เพื่อรักษาพลังบวกและความสุขในชีวิต เมื่อเราแบ่งปันความใจดีหรือความช่วยเหลือให้คนที่เขาเห็นค่าและตอบแทนด้วยความจริงใจ ความสัมพันธ์ก็จะเป็นไปในทางที่ดีและยั่งยืนมากขึ้น อย่ากลัวที่จะตั้งกรอบและเลือกที่จะตัดคนที่มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ออกไป เพื่อความสงบสุขของใจเราเอง




























