เรื่อง Wellness Overwhelm นี่มันคืออะไรอ่ะ ฟังง่ายๆ 😂

คือ… เราผ่านยุค “สุขภาพดีแบบฮึกเหิม” มาแล้ว (Wellness Optimism) ที่ทุกคนตื่นเต้นมาก วิ่งตามทุกเทรนด์ ซื้อ supplement กองโต ใส่ smartwatch ติดตามทุกอย่าง กินคีโต บางวันก็ if ออกกำลังกายทุกวัน ชีวิตต้อง perfect ทุกวินาที

แต่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็น Wellness Overwhelm แล้ว คือ อิ่มท้อง อิ่มใจ แต่เหนื่อยใจ กับเรื่องสุขภาพเกินไป ตัวอย่างชีวิตจริงให้ฟังแบบชัด ๆ 😂

1. เพื่อนสาวออฟฟิศ

ก่อนหน้านี้เธอสุดฮอตเรื่อง wellness มาก ตื่นเช้ามา 5 โมง ทำ cold plunge (แช่น้ำแข็ง), ดื่มน้ำมะนาวเกลือ Himalayan, กิน supplement 8 เม็ด, ออกกำลังกาย HIIT 45 นาที แล้วถึงค่อยไปทำงาน

ช่วงแรกเธอโพสต์ IG ทุกวัน บอก “ชีวิตเปลี่ยนเลย!”

แต่เดี๋ยวนี้?

เธอบอก “กูเหนื่อยว่ะ” ตอนนี้ตื่นเช้าแล้วเห็น smartwatch บอก sleep score ต่ำ ก็เครียดทันที ก่อนนอนต้องอ่าน routine 18 ขั้นตอน (skincare + journal + meditation + blue light blocker) แล้วนอนไม่หลับเพราะกลัวทำไม่ครบ 😂

สุดท้ายเลยโยน Oura Ring ใส่ลิ้นชัก แล้วกลับไปนอนตี 1 กินขนมปังปิ้งแทน

2. บางคนที่ติด run club

ปีที่แล้ววิ่งทุกเช้าวันเสาร์กับกลุ่ม ซื้อรองเท้าวิ่ง 4 คู่ เสื้อผ้า matching ครบเซ็ต

แต่เดี๋ยวนี้บอก “มันไม่สนุกแล้ว” เพราะทุกคนแข่งกันโพสต์ระยะทาง ต้องวิ่งให้ได้ PR (personal record) ทุกครั้ง

สุดท้ายเลยเลิกไป run club แล้วหันไปปั่นจักรยานชิล ๆ กับเพื่อนแทน ไม่มีใครจับเวลาอีก

3. ตัวอย่างตัวกูเอง (แบบสมมติ)

เคยซื้อคอร์สอาหาร 3 คอร์สพร้อมกัน คอร์สหนึ่งห้ามคาร์บ อีกคอร์สห้ามไขมัน อีกคอร์สต้องกินตามหมอ functional

สัปดาห์แรกกินตามเป๊ะ สัปดาห์สองเริ่มงง สัปดาห์สามทิ้งหมด กินข้าว+กับข้าวธรรมดาแล้วรู้สึกมีความสุขที่สุดในรอบหลายเดือน 😂 เห็นป่ะ?

ส่วนใหญ่คนเราไม่ได้เลิกดูแลสุขภาพนะ แต่เลิก “ทำแบบสุดโต่ง” แล้วหันมาทำแบบที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวันมากกว่า #ติดเทรนด์ #สุขภาพดี #วิ่ง #นอนไม่หลับ

1 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการเผชิญกับภาวะ Wellness Overwhelm ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่หลายๆ คนในยุคนี้ประสบเหมือนกัน จากความพยายามอย่างหนักที่จะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานหรือเทรนด์สุขภาพที่หลากหลาย ทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อยล้า จนไม่อยากทำสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป จากภาพ OCR ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการพยายามทำ self-care หรือการดูแลตัวเองมากเกินไป พบว่า การรับข้อมูลสุขภาพจำนวนมากเกินไป ความคาดหวังที่สูง และความเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เกิดความเครียดและความรู้สึกว่าทำไม่พอ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ตรงกับอาการ burnout และแบบที่คนในยุค Wellness Overwhelm เจอจริงๆ ผมเองก็เคยลองทำตามโปรแกรมดูแลสุขภาพสุดโต่งมาก่อน เช่นเดียวกับตัวอย่างในบทความที่ทดลองทำหลายโปรแกรมพร้อมกัน ทำให้รู้สึกสับสนและหมดแรงในการทำตามแบบเดิมๆ จนในที่สุดก็ต้องกลับมามองหาวิธีที่เหมาะสมและสบายใจที่สุดสำหรับตัวเอง ความรู้สึกนี้สอนให้รู้ว่า เรื่องสุขภาพไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตเครียดเสมอไป การดื่มน้ำดีๆ ทานอาหารที่ชอบ และพักผ่อนอย่างเพียงพอก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่ดีได้ นอกจากนี้ การโฟกัสตัวเลขและเครื่องมือติดตามสุขภาพมากเกินไป เช่น sleep score จาก smartwatch หรือจำนวนก้าวเดิน อาจสร้างความวิตกและความกดดันโดยไม่จำเป็น การให้ความสำคัญกับความรู้สึกของร่างกายและใจ รวมถึงการยอมรับว่า "ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทุกวัน" ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตในแนวทาง wellness ได้อย่างยั่งยืนและมีความสุขมากขึ้น ดังนั้น ผมอยากแนะนำให้ทุกคนลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งใดจริงๆ ที่เราต้องการ และเลือกทำสิ่งนั้นในแบบที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องตามใครจนเกินพอดี สุขภาพดีไม่ได้หมายถึงต้องสุดโต่งเสมอไป แต่หมายถึงการมีชีวิตที่สมดุล มีความสุข และรู้จักให้อภัยตัวเองเมื่อบางวันที่ไม่ได้ "perfect" ครับ