From grocery stores to global jeans brands.
Untold Story 65: From Grocery to a Global Jeans Brand
เวลาเราพูดถึง “ยีนส์ระดับโลก” ชื่อ Lee มักจะโผล่มาเสมอ แต่ก่อนหน้านี้เราก็เคยรู้แค่ว่าเป็นแบรนด์ยีนส์ดังๆ เท่ๆ จนไปไล่อ่าน #LEEHISTORY แล้วถึงได้เข้าใจว่าความแข็งแรงของแบรนด์นี้มาจาก “การเป็น innovator” จริงๆ ไม่ได้ดังเพราะโลโก้อย่างเดียว สิ่งที่ทำให้ Lee น่าสนใจสำหรับสายยีนส์ คือเขาชอบ “คิดก่อนคนอื่น” หลายอย่างในธุรกิจยีนส์ อย่างงานเวิร์กแวร์/ชุดหมี (ที่เคยทำตั้งแต่ช่วงยุคแรกๆ) หรือการเอา “ซิป” มาใส่ในกางเกงยีนส์ ซึ่งเป็นไอเดียที่เปลี่ยนประสบการณ์การใส่ให้สะดวกขึ้นมาก ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่า Lee ไม่ได้ขายแค่กางเกง แต่ขายการแก้ปัญหาให้คนทำงานจริงๆ อีกจุดที่สายเฟดควรรู้คือเทคนิคย้อมที่เจอบ่อยมากในโลกเดนิม: ROPE DYE หรือการย้อมเส้นด้ายโดยรวมเป็น “เชือก” ทำให้แกนด้ายด้านในยังเป็นสีขาว ข้างนอกเป็นอินดิโก้ พอใส่ไปนานๆ แล้วสีด้านนอกค่อยๆ หลุดออกตามการใช้งาน เฟดเลยเกิดมิติและดู “real” มาก ไม่ใช่ลายเฟดที่พิมพ์หรือทำให้ดูเก่าแบบหลอกตา (อันนี้เข้าใจเลยว่าทำไมหลายคนชอบคำว่า Denim that evolves with you) ถ้าคุณอยากเริ่มสังเกตเฟดของตัวเองแบบสนุกๆ ลองดูตำแหน่งยอดฮิต: หนวดแมวบริเวณเป้าหน้า (whiskers), รังผึ้งหลังเข่า (honeycomb), ขอบกระเป๋า/ชายกางเกง และรอยจากของที่ใส่ประจำอย่างมือถือหรือกระเป๋าสตางค์ แต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย เพราะมันเกิดจากท่าทางการใช้ชีวิตจริงๆ ส่วนใครที่ชอบผ้าดิบ/ผ้า selvedge ให้ลองดูรายละเอียดเนื้อผ้า เช่น น้ำหนักผ้า (บางคอลเลกชันจะเจอประมาณ 13.5 OZ), 100% cotton และการย้อม Rope Dyed Indigo เพราะรายละเอียดพวกนี้ส่งผลกับการ “พัง-สวย” ของยีนส์โดยตรง ใส่ช่วงแรกอาจแข็ง แต่พอเข้าที่แล้วจะนุ่มและเข้าทรงมากขึ้น สุดท้าย ถ้ากำลังเลือกยีนส์ Lee แล้วอยากได้ฟีลคลาสสิก ลองไล่ดูไทม์ไลน์รุ่นดังๆ อย่าง Lee Rider 101 หรือคอลเลกชันที่ทำออกมาให้เห็นเฟดหลายระดับ (ตั้งแต่เหมือนใส่มา 8 เดือน ไปจนถึง 10 ปี) จะช่วยให้เราเลือกสไตล์ที่ชอบได้ง่ายขึ้น แล้วค่อยกลับมา “ปั้นเฟดของจริง” ด้วยการใส่และใช้งานในชีวิตประจำวันครับ



















































































