ประวัติความเป็นมาของรองเท้า กีบหมู
วันนี้เราจะมาฟังกันว่า ที่มาของรองเท้า Tabi คืออะไร
หลายคนเห็นรองเท้าหน้าแยกนิ้วแล้วเรียกติดปากว่า “รองเท้ากีบหมู” แต่จริงๆ ถ้าจะอธิบายให้ชัดแบบเข้าใจง่าย ต้องเริ่มจากคำว่า “Tabi (ทาบิ)” ก่อนเลย เพราะคำนี้ทำให้ภาพชัดว่ามันไม่ได้เริ่มต้นจากรองเท้า แต่เริ่มจาก “ถุงเท้า” tabi แปลว่าอะไร? ในบริบทญี่ปุ่น “ทาบิ” คือถุงเท้าแบบแยกนิ้วโป้งออกจากนิ้วอื่นๆ (เหมือนมีร่องตรงกลาง) เพื่อให้ใส่คู่กับรองเท้าแตะสายคีบหรือรองเท้าแบบดั้งเดิมได้สบายขึ้น เวลาเดินจะเกาะพื้นดีและไม่เสียดสี จุดนี้แหละที่ทำให้คนไทยหลายคนมองแล้วนึกถึงคำว่า “กีบหมู” เพราะหน้าตามันคล้ายๆ กีบแยกสองแฉก แล้ว “รองเท้า ทาบิ” คืออะไร? ถ้าพูดแบบรวมๆ คนจะใช้เรียกทั้งถุงเท้าแยกนิ้วและรองเท้าทรงแยกนิ้ว แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ ถุงเท้า Tabi มาก่อน และต่อมาถึงพัฒนาเป็นรองเท้าสำหรับใช้งานจริงที่เรียกกันบ่อยๆ ว่า “Jika Tabi” (จิกะทาบิ) ซึ่งเป็นรองเท้าพื้นยางแบบแยกนิ้ว ใส่แล้วเกาะพื้นดี เหมาะกับงานที่ต้องยืน เดิน หรือปีนป่าย เช่น งานช่าง งานก่อสร้าง หรือเดินบนพื้นลื่นๆ สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือเรื่อง “สี” และ “ชนชั้น” ในอดีต: มีการเล่าว่าโทนสีบางแบบถูกผูกกับฐานะ เช่น สีโทนครามที่พบได้บ่อยในกลุ่มสามัญชน เพราะย้อมง่าย ทน และเหมาะกับงานใช้แรง (หลายคนอาจเคยเห็นภาพคนญี่ปุ่นใส่ชุดทำงานสีครามคู่กับรองเท้าทาบิ) พอข้ามมายุคแฟชั่น รองเท้าทรงนี้กลายเป็นไอคอนเพราะดีไซน์มันจำง่ายมาก แค่เห็นร่องแยกนิ้วก็รู้ทันทีว่าเป็น “tabi shoes” และพอแบรนด์แฟชั่นหยิบไปตีความใหม่ (เช่นทำทรงบูท ส้นสูง หรือหนังเงา) มันยิ่งทำให้ภาพ “รองเท้ากีบหมู” จากของใช้งาน กลายเป็นชิ้นแฟชั่นที่คนกล้าใส่เพื่อบอกสไตล์ ถ้าคุณกำลังจะหาข้อมูลเพื่อเลือกซื้อ/ใส่จริง แนะนำให้ลองเช็ก 3 อย่างนี้จากประสบการณ์ส่วนตัว: 1) ทรงหน้าเท้า: ถ้าแยกนิ้วชัดมาก บางคนต้องใช้เวลาชิน โดยเฉพาะเดินนานๆ 2) ถุงเท้า: แบบแยกนิ้วจะช่วยลดการเสียดสี ใส่แล้วสบายกว่า 3) โอกาสใช้งาน: ถ้าเป็นสายเดินเยอะ เลือกพื้นและวัสดุที่ซัพพอร์ตเท้าดี ไม่ใช่ดูสวยอย่างเดียว สรุปสั้นๆ คือ Tabi เริ่มจากถุงเท้าแยกนิ้วของญี่ปุ่น แล้วค่อยต่อยอดเป็นรองเท้าใช้งานอย่าง Jika Tabi ก่อนจะถูกพัฒนาในโลกแฟชั่นจนกลายเป็นไอคอนที่คนเรียกกันว่า “รองเท้ากีบหมู” ในปัจจุบัน


















