Automatically translated.View original post

Raw papaya vs ripe papaya. What's the difference??

You know... just one papaya, but the value is different? Today, take a look at the difference between ripe papaya and raw papaya, how they are both different and useful! 🤔

✅ ripe papaya.

- The properties cure constipation because it is high in fiber and has a mild laxative effect.

- Energy 37 Kcal (per 100 g)

- It tastes sweet and soft.

- Soft, dark orange appearance

- High antioxidant properties with vitamin A, vitamin C, potassium and beta-carotene

- Caution. High heat and sugar effect. Less digestive papan enzyme than raw papaya.

✅ raw papaya.

- The properties are mild laxatives, they drive the wind and expel the urine well.

- Energy 20 Kcal (per 100 grams)

- Crispy taste, astringent taste.

- Beef appearance, light green

- The property has a papan enzyme that digests proteins into easy-to-digest amino acids.

- Caution not to eat too much because it can cause diarrhea.

Finally, if you want a soft sweetness and full vitamins, choose ripe papaya. But if you want to digest good protein and like papaya crispness, raw papaya is the answer. Both are useful. Choose the right amount and don't forget to choose to suit your body.

# Smart to eat # Dietitian # Papaya # Papaya salad # Ripe papaya

2025/12/27 Edited to

... Read moreหลายคนถามบ่อยว่า “มะละกอ 1 ลูก กี่แคล” หรือ “มะละกอสุกกี่แคล/มะละกอดิบสารอาหารมีอะไร” เราลองสรุปแบบที่ใช้ได้จริงเวลาเลือกกินในชีวิตประจำวันนะคะ 1) แคลอรี่: 100 กรัม vs 1 ลูก - มะละกอสุก ~37 kcal ต่อ 100 กรัม (พลังงานมักมาจากคาร์บเป็นหลัก รสหวานกว่า) - มะละกอดิบ ~20 kcal ต่อ 100 กรัม (เบากว่า เหมาะกับคนอยากคุมแคล) - ส่วน “1 ลูก” ให้ดูขนาดค่ะ เพราะลูกเล็ก-ใหญ่ต่างกันมาก วิธีง่ายสุดคือชั่ง “เนื้อที่กินจริง” แล้วคูณตาม 100 กรัม เช่น กินมะละกอสุก 300 กรัม ก็ประมาณ 37 x 3 = 111 kcal โดยประมาณ 2) ไฟเบอร์มะละกอ ช่วยเรื่องขับถ่ายจริงไหม? จากที่กินเอง ถ้าช่วงไหนท้องผูก “มะละกอสุก” จะช่วยได้ชัด เพราะมีไฟเบอร์สูงและทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น (เป็นยาระบายอ่อน ๆ) แต่แนะนำเริ่มทีละน้อย โดยเฉพาะคนที่ท้องไส้ไว เพราะกินเยอะไปก็ถ่ายได้เหมือนกัน 3) มะละกอสุกช่วยอะไร และควรกินตอนไหน? - จุดเด่นคือสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม และเบต้าแคโรทีน - เวลาที่เราชอบกิน: หลังอาหาร/เป็นของว่างช่วงบ่าย ช่วยเติมไฟเบอร์และความอิ่มสบายท้อง - ถ้าเป็นคนคุมน้ำตาลหรือกำลังลดหวาน แนะนำแบ่ง portion เล็ก ๆ เพราะมะละกอสุกมีน้ำตาลตามธรรมชาติสูงกว่ามะละกอดิบ 4) มะละกอดิบ: สารอาหาร/ประโยชน์ และ “เอนไซม์ปาเปน” มะละกอดิบจะเด่นเรื่องเนื้อกรอบและมีเอนไซม์ “ปาเปน” ที่ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้หลายคนกินคู่กับเมนูโปรตีนแล้วรู้สึกย่อยง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับลมและขับปัสสาวะได้ดี แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรกินมากเกินไป เพราะอาจท้องเสียได้ 5) มะละกอดิบมีโพแทสเซียมไหม? มีค่ะ ทั้งมะละกอดิบและสุกมีโพแทสเซียม เพียงแต่ปริมาณอาจต่างตามความสุก/พันธุ์/ขนาด และวิธีกิน (เช่น ทำส้มตำอาจมีโซเดียมจากน้ำปลา/ปลาร้าเพิ่ม) ถ้าคุณต้องคุมโซเดียม ให้โฟกัสที่เครื่องปรุงมากกว่าตัวมะละกอ 6) เมล็ดมะละกอสรรพคุณ กินได้ไหม? เมล็ดมะละกอบางคนกินเพราะรสเผ็ดซ่า ๆ แต่ส่วนตัวแนะนำ “อย่ากินเยอะ” และไม่ควรกินต่อเนื่องแบบจริงจัง เพราะอาจระคายทางเดินอาหารได้ง่าย หากอยากลองให้เริ่มน้อยมาก ๆ และสังเกตอาการตัวเอง 7) “คดมะละกอคืออะไร” คำว่า “คด” มักใช้เรียกลักษณะผลที่รูปทรงบิดงอ/ไม่สวยตามมาตรฐาน แต่โดยทั่วไปยังปอกกินได้ตามปกติค่ะ ให้ดูความสด กลิ่น และสภาพเนื้อเป็นหลักมากกว่า สรุปเลือกกินให้ตรงเป้าหมาย: อยากหวานนุ่ม+วิตามินจัด เลือกมะละกอสุก; อยากกรอบ ทำส้มตำ หรืออยากได้เอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน เลือกมะละกอดิบ แล้วคุมปริมาณให้พอดีกับร่างกายค่ะ